การตามหาบางสิ่งที่หายไป

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:51 | เข้าชม 531 ครั้ง


 

          ฝนกำลังตกนอกหน้าต่าง
          และผมกำลังหลงทาง...
          ผมนั่งนิ่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นอกหน้าต่างฝนเทลงมาอย่างหนักหลังจากฟ้าตั้งเค้าครึ้มทะมึนอยู่นานสองนาน และคงใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าจะร่วงหล่นจนขาดเม็ด เวลาของวันหยุดคงต้องปล่อยให้หมดไปอยู่ในห้องคับแคบ
          กล้องถ่ายรูปคู่กายซึ่งเดินทางไปไหนต่อไหนด้วยกันมานานเกือบสี่ปีเต็มนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ฤดูฝนอาจเป็นเวลาพักผ่อนของมัน หลังต้องตรากตรำทำงานโชกโชนมาตลอดหลายเดือนก่อนหน้านี้
          เคียงข้างกับมันคือหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มกะทัดรัดซึ่งผมซื้อมาเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน และยังไม่เคยเปิดอ่านเลยนับตั้งแต่ได้มาครอบครอง
          ผมถอนหายใจให้เม็ดฝน คว้ากล้องมาลั่นชัตเตอร์เล่นสองสามครั้งเพื่อฟังเสียงแชะอันคุ้นหู ก่อนจำใจเก็บมันลงกระเป๋า
          เหลือหนังสืออยู่บนเตียงอีกหนึ่งเล่ม
          ผมหยิบมันขึ้นมาลูบหน้าปกอย่างช้าๆ และดมกลิ่นกระดาษซึ่งเคยคุ้นแต่เหมือนจะเลือนหายไปจากความทรงจำในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กลิ่นของมันไม่หอมแถมออกจะเหม็นด้วยซ้ำ ทว่าก็เป็นกลิ่นที่ผมรัก เหมือนเช่นที่ผมหลงใหลในเสียงลั่นชัตเตอร์ของกล้องถ่ายรูป
          มันเป็นหนังสือซึ่งผมเพิ่งเปิดอ่านเนื้อในไปแค่ไม่กี่บรรทัด ซื้อมาเพียงเพราะหน้าปกระบุชื่อผู้เขียน สุวิชานนท์ รัตนภิมล หรือเจ้าของนามปากกา หญ้าน้ำ ทุ่งขุนหลวง หนึ่งในนักเขียนสามคนโปรดของผมร่วมกับ ประชาคม ลุนาชัย และ มล.ปริญญากร วรวรรณ
          ... ฝนกำลังตกนอกหน้าต่าง
          หรือมันอาจจะถึงเวลาที่ผมควรพลิกอ่านมันให้มากกว่าแค่การเปิดผ่านเสียที
          
          นานเท่าไหร่นับตั้งแต่ผมอ่านหนังสือเล่มสุดท้ายจบลงไม่อาจนึกออก แม้กระทั่งนิตยสารต่างๆ ที่ซื้อเป็นประจำทุกเดือนยังอ่านแทบไม่ถึงครึ่งเล่มในระยะหลัง หนักข้อเข้าบางเล่มนอนหลับสนิทอยู่บนชั้นวางหนังสือโดยลืมไปแล้วว่าซื้อมาเป็นเจ้าของ
          แม้กรุงเทพจะพยายามโปรโมทให้ตนเองเป็นเมืองหนังสือโลกปี 2556 แต่กรุงเทพก็หาใช่เมืองแห่งการอ่านของโลกเสียเมื่อไหร่ ดังนั้นนิสัยรักการอ่านจึงไม่ได้เป็นเรื่องปกติของคนกรุงโดยทั่วไป อย่างไรก็ตามสำหรับผม การอ่านทำให้หัวใจของผมเบ่งบานมีความสุขมากที่สุด เป็นห้วงเวลาซึ่งทำให้ผมหลุดพ้นจากโลก ณ ปัจจุบันไปสู่โลกอีกโลกหนึ่งมากที่สุด
          หากจะมีอะไรเหนือกว่านั้น... คงเป็นการเขียนหนังสือ
          นักเขียนที่ดีย่อมจำเป็นต้องเป็นนักอ่านที่ดี และในเมื่อยึดอาชีพนักเขียน (ระดับหางแถว) หากินมาตลอดนับตั้งแต่ร่ำเรียนจบ ผมจึงควรเป็นนักอ่านที่ดีเช่นกัน แต่น่าเศร้าที่ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมกลับทำตัวเป็นนักอ่านที่ย่ำแย่เหลือเกิน
          ... มีบางสิ่งดึงผมออกนอกเส้นทาง
          นับตั้งแต่มีกล้องถ่ายรูป วิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถ่ายรูปเป็นความสนุกสนาน เป็นความโลดแล่นของหัวใจในอีกรูปแบบ แถมมันยังเคยเป็นสิ่งซึ่งผมโหยหา เป็นสิ่งซึ่งผมพลาดไปเมื่อวัยรุ่นและมีโอกาสกลับมาสัมผัสมันในวัยที่เป็นผู้ใหญ่ เมื่อประกอบกับการได้รู้จักเว็บไซต์แห่งหนึ่งชื่อมัลติพลาย ทุกอย่างในชีวิตจึงแทบพลิกตาลปัตร
          การถ่ายรูปและมัลติพลายมอบหลายสิ่งหลายอย่างให้กับผม ทำให้ผมมีชีวิตชีวา ผลักดันให้ผมเริ่มออกเดินทางหลังทุ่มเทกับการทำงานสัปดาห์ละหกถึงเจ็ดวัน มีวันหยุดปกติปีละไม่เกิน 52 วัน มานานมากกว่าห้าหรือหกปี จากนั้นการเดินทางมากเข้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดในหลากหลายด้าน จนกระทั่งที่สุดทุกอย่างหล่อหลอมรวมกันถึงขั้นมีส่วนฉุดกระชากให้ผมลาออกจากงานซึ่งผมรักที่สุดในชีวิต
          ทุกอย่างเริ่มขึ้นเพราะกล้องถ่ายรูปตัวเดียว...
          เปล่าเลย... ผมไม่เคยโทษมัน กลับต้องขอบคุณกล้องถ่ายรูป ขอบคุณมัลติพลายซึ่งมอบประสบการณ์ชีวิตในอีกรูปแบบให้กับผม มันอาจไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทว่าก็มีแง่ดีงามมากมาย เปิดโลกของผมให้กว้างขึ้น เปิดสายตาของผมให้มองไกลขึ้น และเปลี่ยนให้ผมคนเดิมกลายเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้น
          แต่ก็เพราะกล้องถ่ายรูปเช่นกันที่ทำให้ผมหลงทาง...
          วันต่อวันคิดเพียงไขว่คว้าความสนุกจากการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่เคยถ่ายรูป หาความสำราญจากการกดชัตเตอร์ ทุกอย่างช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจเสียทั้งหมด รวมถึงหมกมุ่นกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ท่องเที่ยวและถ่ายรูปกับเพื่อนพ้องในเว็บไซต์ ความสนใจเทเอียงกะเทเร่ไปเพียงทางเดียว โดยมิทันสังเกตว่าไฟฝันสำคัญของชีวิตซึ่งเคยลุกโชนกำลังมอดลงอย่างช้าๆ ถูกไฟแห่งความสนุกชั่ววูบบดบังจนสิ้น กระทั่งย่ำแย่ถึงขนาดอยู่ในสภาวะ “ไร้แรงบันดาลใจ” กับการจะเขียนอะไรสักอย่างขึ้นมา
          ... นักเขียน (และนักอ่าน) ที่ดีสามารถเป็นช่างภาพที่ดีไปพร้อมกันได้
          แต่การจะทำเช่นนั้นสำเร็จจำเป็นยิ่งที่ต้องรักษาความสมดุลของทั้งสองสิ่ง
          และผมกำลังสูญเสียความสมดุลนั้น
          กระทั่งวันหนึ่งที่รับรู้ข่าวคราวของการเตรียมปิดการใช้งานด้านโซเชียล มีเดีย ของมัลติพลาย ทำให้ผมได้นั่งลงทบทวนถึงการใช้ชีวิตในช่วงที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วนว่าแท้จริงผมยืนอยู่ตรงจุดไหน กำลังทำอะไรกันแน่ ย้อนถามตัวเองว่าแล้วควรทำอะไร และมันทำให้ผมตระหนักเข้าใจว่าผมเหมือนคนกำลังหลงทาง
          ไฟในการถ่ายภาพลุกโชนจนเกินเลยออกหน้าออกตาเผาไหม้ทุกอย่างเบื้องหน้า
          มันร้อนแรงถึงขนาดกลืนกินไฟในการอ่านเช่นเดียวกับไฟในการเขียนจนแทบไม่มีเหลือ
          หากจะกลับมาอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง มีทางเดียวคือผมต้องทำให้ไฟทั้งสามร่วมกันส่องแสงในปริมาณที่พอเหมาะพอดี
          มัลติพลายกำลังจะหายไป ชีวิตในโลกโซเชียลมีเดียใกล้จะหมดลง
          สำหรับผม ไม่ว่าจะที่ใหม่แห่งหนใดคงไม่มีทางมอบความสุขได้เท่ากับเว็บเดิมอีกแล้ว
          นึกย้อนถึงรอยยิ้มซึ่งเคยได้รับมากมายจากมัลติพลายย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดาย ผมไม่อาจรู้เลยว่าจะมีโอกาสได้คุยกับใครอย่างสนุกสนานทั้งในเรื่องการถ่ายภาพและการเดินทางได้แบบเดิมอีกไหม
          ทว่าในขณะเดียวกันการปิดตัวของมัลติพลายอาจทำให้ผมได้ความสมดุลของบางสิ่งบางอย่างกลับมา
          เพราะในชีวิต สิ่งหนึ่งที่เสียไปมักแลกกับสิ่งหนึ่งที่ได้มา... 
          
          เสียงเม็ดฝนกระทบหน้าต่างยังดังเปาะแปะไม่มีที่ท่าว่าจะหยุดลงโดยง่าย
          หนังสือเล่มแรกในรอบหลายเดือนได้รับการเปิดอ่านไปแล้วหนึ่งในสี่ และมันสร้างความอิ่มเอมใจให้กับผมอย่างเหลือเชื่อ
          ผมพบว่าในขณะที่การถ่ายรูปสามารถสร้างชีวิตชีวา การอ่านกับการเขียนสามารถสร้างสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าคือจิตวิญญาณ และเมื่อใดที่สามารถหลอมรวมทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันอย่างสมดุล ชีวิตของผมจะกลับมาอยู่บนเส้นทางอีกครั้ง
          และผมจะได้สิ่งที่หายไปกลับคืนมา
          ดมหน้ากระดาษซึ่งคุ้นเคยยังได้กลิ่นเดิม
          ผมยิ้ม... ขอบคุณที่ฝนกำลังตกนอกหน้าต่าง


การตามหาบางสิ่งที่หายไป
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:51
เข้าชม 531 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/tQriVf