บนทางขึ้นภูกระดึง

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:49 | เข้าชม 279 ครั้ง


 

กล้านั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์เขม็ง สองมือกดแป้นพิมพ์เสียงดังต๊อกแต๊กต่อเนื่องแสดงถึงความชำนาญในการพิมพ์ดีด เขากำลังแปลนิยายภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งเป็นภาษาไทยเพื่อส่งสำนักพิมพ์ เป็นงานที่เหมาะสมกับเขาเพราะไม่เหนื่อยแรง ไม่ต้องไปไหนมาไหน แต่ละวันนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เขานั่งทำงานขะมักเขม้นจนได้ยินแม่เรียกไปกินข้าวเย็น
          "ครับ" กล้าผละมือจากแป้นพิมพ์ ค่อยๆ ใช้กำลังแขนหมุนวงล้อข้างกายให้เคลื่อนไปทางโต๊ะกินข้าว
          ใช่แล้ว... เขาพิการ ขาทั้งสองข้างตั้งแต่หัวเข่าลงไปลีบเล็กไร้พลังตั้งแต่กำเนิด ต้องอาศัยนั่งรถวีลแชร์ไปไหนมาไหน อย่าว่าแต่การเดินเลย ตลอดยี่สิบห้าปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยยืนด้วยขาทั้งสองสำเร็จสักครั้ง เกิดมาเช่นนี้และจะดำรงอยู่เช่นนี้จนลมหายใจสุดท้าย
          บนโต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ และ เก่ง - น้องชายซึ่งอายุห่างกันสามปี แม่ทำกับข้าวสามอย่าง มีผัดผักบุ้งหมูกรอบอาหารโปรดของเขาด้วย เมื่อเคลื่อนรถวีลแชร์เข้าที่ เก่งตักข้าวสวยร้อนๆ ให้กล้า พ่อเปิดโทรทัศน์เป็นรายการข่าวตอนเย็น เสียงที่ดังออกมาบอกว่ากำลังถกถึงประเด็นการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นสู่ภูกระดึง
          ปกติกล้าไม่ค่อยใส่ใจดูข่าวสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้น รัฐบาลทำอะไร ใครโกงใคร ใครฆ่าใคร ชีวิตของเขาก็ยังต้องอยู่บนรถวีลแชร์โดยไม่อาจเปลี่ยนเป็นอื่น และไม่เคยมีใครให้ความสำคัญกับคนเช่นเขา อย่างไรก็ตามคำว่าภูกระดึงทำให้กล้าต้องให้ความสนใจกับโทรทัศน์
          "ปัดโครงการมาทำกันอีกแล้วเหรอพ่อ" กล้าว่า
          "อืม... ก็เห็นล่มทุกที นี่ว่าจะทำกันอีกแล้ว" พ่อตอบ
          "ครั้งนี้จะสร้างได้จริงหรือเปล่า" เขาถามต่อ
          พ่อยักไหล่ส่ายหัว "ไม่รู้เหมือนกันสิ"
          "สร้างก็ดีจะได้ไปเที่ยวสักที" กล้าพูดกับตัวเองเบาๆ
          แม้จะพิการเดินไม่ได้แต่กล้าเป็นคนแข็งแรง เขาเคยคว้าเหรียญทองแดงการแข่งขันวีลแชร์หนึ่งร้อยเมตรและเหรียญเงินสองร้อยเมตร ในการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติสมัยเรียนมัธยมปลาย นอกจากนี้เขายังชอบเที่ยวต่างจังหวัด เคยไปสถานที่สวยๆ มาหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นดอยอ่างขาง เขาใหญ่ ถ้ำมรกต แหลมพรหมเทพ หรือกระทั่งป่าห้วยขาแข้งเขาก็เคยไปมาแล้ว โดยมีเก่งคอยดูแลและช่วยเหลือเขาแบบไม่ปริปากบ่น อย่างไรก็ตามกล้าไม่สามารถข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเอง และยังไม่เคยสัมผัสสถานที่ซึ่งเขาอยากไปมากที่สุดในชีวิต
          ...ภูกระดึง
          ภาพพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักและพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาหมากดูกซึ่งพ่อของเขาถ่ายไว้สมัยเป็นหนุ่มตั้งอยู่ข้างโต๊ะหัวนอนของกล้า เขาหลงรักทั้งสองภาพตั้งแต่แรกเห็น และใฝ่ฝันว่าสักวันจะมีโอกาสได้นั่งอยู่ในจุดเดียวกับที่พ่อของเขาเคยยืน ทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะมีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง กล้าต้องติดตามอย่างใจจดใจจ่อเสมอ ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่เคยมีการสร้างขึ้นจริงเสียที จนมาถึงครั้งล่าสุด
          "พ่อว่าผาหล่มสักยังสวยเหมือนตอนที่พ่อไปไหม" 
          "มันคงสวยเหมือนเดิมแหละ จะเปลี่ยนไปได้ยังไงล่ะ"
          "แล้วพ่ออยากให้เขาสร้างไอ้กระเช้านี่ไหม" กล้าถามพ่อต่อ
          "แหงสิ" พ่อยิ้ม
          "ถ้ามันไม่ยอมสร้างสักที พ่อจะให้เก่งแบกกล้าขึ้นไป" พ่อหัวเราะร่า
          "อ้าวพ่อ... ตายกันพ่อดี" เก่งร้องเสียงหลง ทำเอาแม่ขำไปด้วย
          ข่าวโครงการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงทำให้กล้ารู้สึกว่า ผัดผักบุ้งหมูกรอบฝีมือแม่ที่ปกติอร่อยอยู่แล้ว อร่อยขึ้นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก
 
อิ่มอร่อยกับข้าวเย็น กล้ากลับมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ เขาผละงานแปลหนังสือเอาไว้เพราะมีเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงกำหนดส่งต้นฉบับ คลิกเมาส์เปิดแฟ้มรูปภาพขึ้นมาดูเป็นแฟ้มชื่อว่าภูกระดึง ภาพนับร้อย แสดงขึ้นบนหน้าจอ ทั้งหมดเป็นภาพสถานที่ท่องเที่ยวบนภูกระดึงซึ่งเขาเซฟมาจากอินเทอร์เน็ต ผาหล่มสัก ผาหมากดูก น้ำตกถ้ำใหญ่ สระอโนดาด ผานกแอ่น ใบเมเปิ้ลสีแดง เขาดูพวกมันอย่างไม่รู้เบื่อ ดูภาพไปก็นึกถึงคำบอกเล่าของพ่อที่เคยได้ชื่นชมความสวยงามเหล่านั้นด้วยสองตาไป แล้วเขาก็ยิ้มไป
          เขาเคยพูดคุยกับพ่อเรื่องการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหลายครั้ง ถามย้ำพ่อว่าที่พ่อเห็นด้วยใช่เพียงเพราะเขาอยากขึ้นภูกระดึงหรือไม่ ซึ่งพ่อเน้นหนักแน่นว่าพ่อเห็นด้วยจริง แถมอธิบายให้ฟังด้วยว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่การมีกระเช้าขึ้นไปหรือไม่ พ่อไม่คิดว่าลำพังแค่สร้างกระเช้าจะทำลายธรรมชาติจนยับเยิน ต้องทำลายครึ่งป่าเสียเมื่อไหร่ แค่สำรวจวางผังอย่างละเอียดคงไม่มีปัญหาอะไร
          ปัญหาคือการบริหารจัดการต่างหาก เมื่อคนขึ้นง่ายขึ้น บนอุทยานจะมีมาตรการอะไรรองรับ กำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไหม และที่สำคัญจะต้องไม่พัฒนาอะไรเพิ่มเติมขอให้ทุกอย่างคงเดิม เพียงแค่วิธีการขึ้นสู่ภูกระดึงสะดวกขึ้น และยังต้องแก้ปัญหาเรื่องการเสียรายได้ของเหล่าลูกหาบ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้ามีการวางแผนรองรับที่ดี พ่อพร้อมสนับสนุนจริงๆ
          กล้าฟังพ่อแล้วนึกถึงการท่องเที่ยวในต่างประเทศหลายแห่งที่ตัวเองรู้มา ตามประเทศเจริญแล้วมักมีการสร้างกระเช้า รถราง หรือถนน เพื่อให้ผู้คนไปเที่ยวกันง่ายๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และระบบจัดการดีมากทำให้ไม่เคยเกิดปัญหาหรือผลกระทบ กล้าชอบประเทศญี่ปุ่นเพราะมักมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ บริการให้คนพิการ คนสูงอายุมีโอกาสชมความงดงามที่ประเทศตัวเองเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่ ผิดกับประเทศไทยซึ่งแทบไม่เคยมีอะไรรองรับคนพิการอย่างเขาเลย
          พ่อบอกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเพราะถือว่าเป็นคนซึ่งทำงานหนักมาก่อนเพื่อสร้างชาติจนเจริญรุ่งเรือง และให้ความสำคัญกับคนพิการเพราะเห็นว่าควรได้รับความเสมอภาคเทียบเท่าคนสมบูรณ์พร้อมครบสามสิบสอง แต่เมืองไทยไม่เป็นเช่นนั้น ปล่อยปละละเลยกลุ่มคนที่ควรเอาใจใส่และดูแลเป็นพิเศษนี้
          ดูรูปภูกระดึงจนพอใจ กล้าต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์คสำรวจความเคลื่อนไหวต่างๆ ตามปกติ
          กล้าดูโน่นดูนี่เล่นไปเรื่อยจนพบหัวข้อสนทนาหนึ่งว่าเห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่ กล้าอ่านข้อความของใครหลายคนแล้วพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ตอนแรกกล้าเกือบปิดมันทำเป็นมองไม่เห็น แต่แล้วกลับตัดสินใจพิมพ์แสดงความเห็นของตัวเองไปว่าเห็นด้วย พร้อมอธิบายแนวคิดว่าเพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการ คนสุขภาพไม่ดี หรือคนสูงอายุที่อยากขึ้นภูกระดึงมีโอกาสสัมผัสความงามบ้าง
          นั่งรอดูความเห็นตอบรับ บางคนคล้อยตามกล้า บางคนยังคงไม่เห็นด้วย บางเสียงเห็นด้วยกับกล้าแต่ให้ความสำคัญกับการทำลายธรรมชาติมากกว่า กล้ายอมรับทุกความเห็นที่ตอบกลับมาเพราะคนเราย่อมมีสิทธิ์คิดและมีสิทธิ์ออกความเห็นแตกต่างกัน
          กระทั่งมีหนึ่งความเห็นซึ่งทำให้กล้ากลั้นใจพิมพ์ตอบโต้กลับ
          "ถ้ามีกระเช้าแล้วความภูมิใจของคนที่ลำบากเดินขึ้นไปก็หายหมด มันก็ไม่มีคุณค่าในการขึ้นภูกระดึงสิครับ"
          "ผมว่าไม่ได้อยู่ที่คุณค่านะ ถ้าอยากเดินก็เดินขึ้นได้เหมือนเดิม ส่วนใครแก่แล้วสุขภาพไม่ดีเดินไม่ไหวก็นั่งกระเช้า คนไทยน่าจะมีโอกาสได้เห็นความสวยงามเหมือนกัน" กล้าตอบ
          รอไม่นานนักก็มีข้อความโต้กลับมา
          "หากแก่ขนาดขึ้นไม่ไหว ขึ้นไปแล้วก็ลำบากนะครับ ลำบากคนดูแลเปล่าๆ เผลอๆ จะเดือดร้อนนักท่องเที่ยวคนอื่นด้วย ถ้าอายุเยอะจนหมดแรงขึ้นหรือหมดโอกาสขึ้นแล้วก็คงต้องทำใจ ถือว่าไม่มีวาสนา"
          ความรู้สึกพลุ่งพล่านเฉียบพลัน นานมาแล้วที่กล้าไม่เคยโกรธขนาดนี้ หากไม่สนับสนุนการสร้างกระเช้าเพราะเหตุผลอื่นเขาสามารถยอมรับ แต่หากไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้หมดเสน่ห์ในการขึ้นภูกระดึง เขารับมันไม่ได้เด็ดขาด
          "แค่อยากคงเสน่ห์ไว้จะทำให้คนที่เขาอยากขึ้นแต่อายุมาก ไม่สบาย หรือพิการ อดชมความสวยที่พวกเขาซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกันก็ควรมีสิทธิ์ชื่นชมนะครับ" กล้าพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว
          "จะมีคนแก่คนพิการสักกี่คนที่อยากขึ้นภูกระดึงกันครับ มันไม่คุ้มหรอกครับที่จะสร้างกระเช้าเพื่อคนไม่กี่คนแลกกับสิ่งที่ภูกระดึงที่ต้องเสียไป" ฝ่ายโน้นตอบกลับ
          "ผมนี่ไงครับ ขาเป๋สองข้างเดินไม่ได้ตั้งแต่เกิดแต่อยากขึ้นภูกระดึง มันคงเป็นความผิดของผมเองที่เกิดมาไม่มีวาสนา เกิดมาไม่ครบสามสิบสองเหมือนพวกคุณ ผมขอโทษครับที่ทะลึ่งจะไปทำลายเสน่ห์ของพวกคุณ ผมขอโทษที่ผมเห็นแก่ตัวอยากขึ้นภูกระดึงจนเกือบทำลายคุณค่าของพวกคุณ ผมขอโทษจริงๆ"
          กล้าพิมพ์ตอบประชด เขากุมมือแน่นแล้วทุบแป้นคอมพิวเตอร์ดังปั้ง มองขาลีบเล็กของตัวเองแล้วรู้สึกรังเกียจอยากจะอาเจียนออกมา เขาฉวยหนังสือเล่มใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทุบลงบนขาตัวเองอย่างแรงด้วยความโมโห น่าแปลกที่มันลีบเล็กไม่มีพละกำลังพอทำอะไรเลยแต่กลับรับความรู้สึกได้ดีเต็มร้อย ความเจ็บปวดแล่นปราดจนกล้าร้องดังลั่นห้อง พอเก่งวิ่งเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง เขากอดเก่งไว้แน่นปล่อยน้ำตาร้องไห้โฮอย่างไม่อาย พ่อกับแม่วิ่งตามเข้ามาแล้วก็ต้องตกใจ
          "พี่ขอโทษ พี่มันเห็นแก่ตัว พี่ทำให้เอ็งลำบากมาตลอด" เขาเสียงสั่น
          "อะไรกันพี่ พี่พูดอะไรแบบนั้น" เก่งตกใจ ขอให้กล้าเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้น
          กล้าเล่าให้ทุกคนฟังถึงบทสนทนาไม่กี่ประโยคแต่ทิ่มแทงจิตใจของเขาอย่างแรง น้ำตาของเขายังไหลไม่หยุด เขาไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาของความเสียใจ น้อยใจหรืออะไรกันแน่ ตอนได้รับเหรียญรางวัลแข่งขันวีลแชร์ เขารู้สึกคล้ายกับยืนได้ด้วยสองขาเป็นครั้งแรก เขาก้าวผ่านความพิการสำเร็จ แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านมาเขาก็ต้องทำใจว่าตัวเองคือคนพิการเดินไม่ได้ เขาไม่อาจทำในหลายสิ่งที่คนไม่พิการทำ เขาไม่อาจเห็นหลายสิ่งที่คนไม่พิการเห็น และเหมือนอย่างที่ข้อความในอินเทอร์เน็ตนั่นบอก
          ... เขาคงต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีวาสนา
          "พี่อย่าพูดแบบนั้นนะ ถ้ามันไม่สร้างกระเช้าให้ขึ้น ผมแบกพี่ขึ้นไปเอง" เก่งพูดหนักแน่น
          พ่อกับแม่เข้ามากอดปลอบใจเขา เขาเสียใจที่อารมณ์ชั่ววูบทำให้พ่อกับแม่ต้องร้องไห้ไปด้วย
          คืนนั้นกล้านอนกอดกรอบรูปภูกระดึงฝีมือของพ่อไว้แน่น แม้ไม่รู้ว่าวาสนาได้เห็นภาพอันงดงามจะกลายเป็นของเขาจริง หรือเป็นเพียงการเฝ้ารอไปตลอดกาล...


บนทางขึ้นภูกระดึง
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:49
เข้าชม 279 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/GXLmdw