เชียงคาน... บนกระแสธารแห่งกาลเวลา

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:43 | เข้าชม 682 ครั้ง


 

 
"ทริปนี้เรามากับเพื่อนๆ รวมเก้าชีวิต ดั้นด้นเดินทางมาเชียงคานเป็นครั้งที่สามแล้วนะ และคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้เชียงคานเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากในระยะเวลาเพียงแค่สองปีเอง"
 
               สงบเรียบเงียบเหงา
รถทัวร์สายกรุงเทพ-เชียงคาน แล่นช้าๆ จนมาหยุดนิ่งสนิทข้างตลาดสดเมืองเชียงคาน ท้องฟ้ายามสายสีฟ้าเข้มสมดั่งอยู่กลางฤดูร้อน ผมกระชับเป้สะพายหลังแล้วก้าวลงจากรถ ไม่มีใครนำหน้า ไม่มีใครตามหลัง เพราะบนรถทัวร์ซึ่งออกจากกรุงเทพเมื่อคืนวานเหลือผมเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียว
               เชียงคานช่วงสายวันเสาร์ช่างเหงาหงอยจนผมอดประหลาดไม่ได้กับความรู้ที่ว่าปัจจุบันเมืองริมน้ำโขงแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้คนทั่วสารทิศไปเรียบร้อย
               "สามล้อไหมครับ ยี่สิบบาทเอง" ผู้ให้บริการสามล้อถีบคันหนึ่งขายบริการแก่ผม
               ผมยิ้มส่ายหน้าปฏิเสธเขาอย่างสุภาพ บอกเขาตรงๆ ว่าผมต้องการเดินสำรวจเชียงคานด้วยตัวเองมากกว่า มือหยิบแผนที่ขึ้นดู เมืองซึ่งมีถนนเล็กๆ แค่สองเส้นคงไม่กว้างเกินจนทำให้หลงทาง
               เชียงคานมีถนนหลักสองสาย เส้นแรกคือถนนชายโขง หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่าถนนล่าง อันเป็นถนนซึ่งทอดตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำโขงมีเพียงเรือนไม้ห้องแถวขวางกั้นระหว่างถนนกับลำน้ำ ขณะที่ถนนศรีเชียงคาน หรือถนนบนก็ทอดตัวขนานไปกับถนนชายโขงและแม่น้ำโขงเช่นกัน แตกต่างกันตรงมันอยู่ห่างจากผืนน้ำมากกว่า ตลอดทางขนานของถนนบนและล่างนี้มีซอกซอยเชื่อมทะลุถึงกันแทบทุกห้าสิบเมตร
               ผมเดินชมเรือนไม้เก่าแก่อันเป็นเอกลักษณ์ของเชียงคานอย่างช้าๆ เนิบนาบไม่ใคร่ใส่ใจเวลานัก เข้าซอยโน้น วกกลับซอยนี้เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่ใครหลายคนต่างระบุว่า 'เวลาที่นี่เดินอย่างเชื่องช้า' บนท้องถนนแทบไม่มีนักท่องเที่ยว บ้านเรือนและร้านรวงข้างทางเกือบทั้งหมดปิดประตูสนิท ไร้วี่แววว่าที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยว
               "ช่วงนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวหรอก วันธรรมดาไม่มีแขกสักห้อง เพิ่งมีเมื่อวานห้องนึง แล้ววันนี้อีกห้าห้อง" คุณยายเจ้าของบ้านพักแห่งหนึ่งบนถนนชายโขงซึ่งผมเลือกเป็นที่ซุกหัวนอนบอก
               "แต่ถ้าเป็นตอนวันหยุดหน้าหนาวมีอีกสามสิบห้องก็ไม่พอ ถนนข้างหน้านี่เดินเบียดกันเลยล่ะ" คุณยายว่าต่อ
               นี่คือการมาเยือนเชียงคานครั้งแรกของผม อย่างไรก็ตามเรื่องราวข่าวเล่าที่ว่าเชียงคานกำลังเปลี่ยนแปลงไป ความเจริญและเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาเคาะถึงประตูหน้าบ้านจนทำให้วิถีและการดำเนินชีวิตแบบเก่าแทบไม่หลงเหลือเป็นเรื่องซึ่งผมสามารถจินตนาการออก
               ตลอดเส้นทางบนถนนชายโขงมีการต่อเติมหรือก่อสร้างโรงแรมบ้านพักแทบทุกสามสิบสี่สิบเมตรเพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางซึ่งจะหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสายในฤดูท่องเที่ยว ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แม้ส่วนใหญ่ยังไม่เปิดประตูในช่วงสายของวันก็ตาม
               ห้องพักของผมไม่ได้มีเพียงเครื่องปรับอากาศ แต่ยังมีโทรทัศน์ซึ่งสามารถรับสัญญาณจานดาวเทียม นอกจากนั้นเรายังสามารถเห็นจานรับสัญญาณเคเบิ้ลทีวียี่ห้อดังได้จากโรงแรมและที่พักส่วนใหญ่ด้วย
               เมืองเชียงคานซึ่งเคยมีชีวิตเนิบนาบกำลังจากผู้คนที่เคยมาเยือนไปแล้ว
               อย่างไรก็ตามหากมองจากภาพจริงที่เกิดขึ้น นอกฤดูท่องเที่ยวเช่นนี้ สิ่งที่ผมพบเจอคือเชียงคานซึ่งแม้ไม่เงียบสงบเท่าเดิม แต่ก็ยังเป็นเมืองที่น่ารัก มีเสน่ห์ในตัวของมัน และยังไม่ขาดความสงบเงียบไปเสียทั้งหมด แม้กระทั่งยามเย็นวันเสาร์บริเวณถนนคนเดินตามถนนชายโขงก็ยังมีนักท่องเที่ยวบางตาเมื่อเทียบคำบอกเล่าที่ได้ยินมา
               แต่ถ้าหากนั่นยังไม่พอเพียงสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบแบบดั้งเดิม สิ่งที่ทำได้เห็นจะเป็นแค่เพียงการหมุนนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเท่านั้น...
 
               ถนนริมโขง
บนทางเดินริมฝั่งแม่น้ำโขงยามเช้าตรู่ สายหมอกขาวโพลนปกคลุมห่มกายจนมองเห็นเบื้องหน้าชัดเจนได้ไม่เกินสิบเมตร แทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือกลางฤดูร้อน บางทีอาจเป็นเพราะเม็ดฝนซึ่งพรำลงมาเมื่อคืน
               ผมเดินอาบหมอกดูชีวิตผู้คนยามเช้า ชาวบ้านออกเรือทอดแหหาปลา มีแนวเขาของประเทศลาวซึ่งมองเห็นเพียงลางๆ เป็นฉากหลัง นับเป็นบรรยากาศที่ใครต่อใครคงอยากให้มันหยุดนิ่งไว้เช่นนั้น
               "โอ้ย หมอกลงอย่างกับหน้าหนาวเลยเว้ย" ชาวบ้านคนหนึ่งหันมายิ้มบอกผม ก่อนเหวี่ยงเบ็ดลงน้ำตกปลาริมตลิ่ง
               มีนักท่องเที่ยวร่วมเดินชมสายหมอกกับผมอยู่บ้างแต่ไม่ถือว่ามากนัก อันที่จริงเรียกว่าน้อยกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ มันทำให้ผมได้อิ่มเอมกับภาพบ้านเรือนไม้แถวกลางหมอกยามเช้าอย่างเต็มที่ แต่ก็นั่นแหละการต่อเติมก่อสร้างคงมีให้เห็นเป็นระยะตลอดแนว ทั้งบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ หรือบ้านใหม่สร้างให้ดูเหมือนของเก่า
               กระทั่งพระอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้าสูงขึ้น เมฆหมอกจึงถึงคราวสลายตัวเผยวิวแม่น้ำโขงสีน้ำตาลให้ชัดเจนขึ้นและกลับมามีชีวิตชีวาด้วยสีสัน แนวต้นไม้และเทือกเขาฝั่งลาวซึ่งอยู่ใกล้แค่มือเอื้อมช่างดูอุดมสมบูรณ์
               หากใครมาเยือนเชียงคานย่อมพลาดไม่ได้กับการเดินเล่นเพลินชมลำน้ำโขง ลำน้ำระดับนานาชาติสายสำคัญของภูมิภาค สายน้ำโขงไหลจากประเทศลาวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่อำเภอเชียงคานแห่งนี้
               ตลอดช่วงสายถึงบ่ายผมหมดเวลาไปกับการเดินชมสายน้ำอย่างไม่รู้เบื่อ จนเมื่อสมควรแก่เวลาจึงขอยืมจักรยานจากบ้านพักปั่นไปสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของเชียงคาน... แก่งคุดคู้
               แก่งคุดคู้ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงคานไปทางตะวันออกประมาณสามกิโลเมตร ไม่ไกลเกินจักรยานไปถึง ออกกำลังขาจนเรียกอาการเหนื่อยหอบพอควรผมก็ถึงจุดหมาย ลำน้ำโขงบริเวณแก่งคุดคู้ยามหน้าแล้งค่อนข้างตื้นเขิน มองเห็นหาดหินและหาดทรายเป็นบริเวณกว้าง กลางแม่น้ำซึ่งโค้งซ้ายโค้งขวามีเกาะแก่งโผล่ขึ้นมาแต้มเติมความงดงาม
               ถึงเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แต่นักท่องเที่ยวที่แก่งคุดคู้ไม่มากนัก นานๆ ทีเรือบริการพาล่องแม่น้ำโขงถึงจะได้ออกทำงานสักลำ อากาศร้อนแต่ลมเย็นสบาย เหมาะกับการนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจ ผมใช้เวลาที่แก่งคุดคู่จนเกือบเย็นย่ำจึงปั่นจักรยานคู่ใจกลับทางเดิม ถึงถนนคนเดินบริเวณถนนชายโขงก็พบว่านักท่องเที่ยวซึ่งไม่หนาตาเมื่อวันเสาร์ ยิ่งน้อยลงอีกในวันอาทิตย์
               ฟ้ามืดลง ผมหาร้านอาหารเล็กๆ เติมท้องเป็นมือสุดท้ายของวัน ร้านเรือนไม้ริมน้ำโขงตกแต่งน่ารักโดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของเชียงคาน ประเทศลาวซึ่งเคยมองเห็นถนัดตากลายเป็นเหมือนแผ่นผ้าสีดำสนิท ลำน้ำเงียบเชียบดั่งกำลังหลับใหล
               เสียงเพลงเบาๆ จากร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลกันนักดังแผ่วเบาเข้าหู หากใครอยากนั่งฟังเพลงอาบลมเย็นๆ ร้านเหล่านั้นเปิดให้บริการกันถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองทีเดียว
               ผมถามตัวเองว่าระหว่างการนั่งฟังเสียงธรรมชาติอันเงียบสงัด กับการนั่งฟังเพลงเบาๆ เช่นนี้อะไรดีกว่ากัน ทว่าไม่สามารถหาคำตอบได้
               ความเงียบสงบและความเงียบเหงานั้นต่างกัน
               ทว่าต่างกันเช่นไร มันอยู่ที่ใจของเรามองว่าพวกมันคืออะไร...
 
               ภูสองปลายฝาก
รถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อดังแล่นเลื่อนเคลื่อนเข้าใกล้ภูเขาสูงซึ่งตั้งตระหง่านเบื้องหน้ามากขึ้นทุกที แต่พระอาทิตย์เริ่มฉายแสงแรงขึ้นเช่นกันจนผมอดหวั่นใจไม่ได้ว่าการขึ้นภูทอกครั้งนี้อาจเป็นการสูญเปล่าถ้าไม่มีทะเลหมอกอันเลื่องชื่อให้ชม
               หลังจากหมอกลงหนาตอนเช้าวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์กลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้ามเพราะแทบไม่มีไอหมอกปรากฎให้เห็นเลยบริเวณแม่น้ำโขง ทว่าเมื่อมาถึงเชียงคานทั้งที การเสี่ยงขึ้นภูทอกดูสักครั้งนับเป็นเรื่องสมควรต้องลอง
               ถนนหนทางสู่ภูทอกเป็นเส้นทางสะดวกสบาย เลยแก่งคุดคู้ไปอีกราวสี่กิโลเมตรถึงตีนภูจะมีรถสองแถวบริการรับส่ง ราคาต่อหัวคนละ 25 บาท ผู้ที่ต้องการขึ้นสู่ยอดภูต้องใช้บริการรถเหล่านี้เท่านั้นไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นไปเอง
               "ก่อนหน้านี้เขาให้ขึ้นไปด้านบนได้เลย" เจ้าของรถคันหนึ่งบอกผม "แต่ทีนี้พอนักท่องเที่ยวมากขึ้นก็ไม่มีที่จอดรถข้างบน ทางอบต. กับทีโอที ซึ่งดูแลเสาสัญญาณโทรศัพท์ด้านบนก็ตกลงกันให้คนที่ขึ้นภูต้องใช้บริการรถรับส่งเท่านั้น แก้ปัญหาได้มากนะ"
               รถเลี้ยวซ้ายหักขวาขึ้นถึงยอดภู พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้ามากพอสมควร ทว่านับเป็นโชคดีของผมเพราะแม้จะไม่มีทะเลหมอกชนิดกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาให้เห็น แต่ยังมีไอหมอกดูนุ่มหนากระจัดกระจายกันเป็นหย่อม พวกมันพากันเคลื่อนตัวช้าๆ ดูคล้ายกับน้ำตกที่เป็นเมฆหมอกน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการที่หมอกไม่มากนักแต่ไม่น้อยจนเกินไป ยังช่วยให้ผมสามารถชมทัศนยีภาพอันงดงามของเมืองเชียงคานในมุมสูงได้ในคราวเดียวด้วย
               ลำน้ำโขงทอดตัวอยู่ไกลลิบๆ มีหมอกบางปกคลุม ยอดเขาน้อยใหญ่เรียงรายสลับกันจนสุดลูกหูลูกตา นับเป็นภาพอันงดงามยิ่งนัก
               ใช้เวลาบนภูทอกราวหนึ่งชั่วโมง ผมกลับลงมาพร้อมพามอเตอร์ไซค์คันเดิมวิ่งดิ่งสู่ทิศตะวันออกของเมืองเชียงคานเลียบลำน้ำโขงต่อไป กระทั่งเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางที่ชี้ว่าไปภูควายเงิน
               บริเวณทางขึ้นสู่ยอดภูควายเงิน มีวัดซึ่งชาวเชียงคานเคารพสักการะอย่างมากคือวัดพระพุทธบาทภูควายเงิน นอกจากที่หมายจะสำคัญแล้ว ระหว่างทางยังได้ชมวิวของแม่น้ำโขงที่แปลกตาในอีกรูปแบบด้วย
               จากภูควายเงิน ขากลับสู่เชียงคานผมแวะสำนักสงฆ์ภูน้อยสามัคคีธรรมเพื่อกราบไหว้หลวงพ่อขาวพุทธนิมิต ทัศนียภาพแม่น้ำโขงจากภูเตี้ยๆ แห่งนี้สวยงามไม่แพ้ที่ใดเลย
               ด้วยความที่มีภูมิประเทศล้อมรอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่มากมาย นอกเหนือจากภูต่างๆ ที่วางตัวอยู่ทางทิศตะวันออกแล้ว ทางฝากตะวันตกยังมีสถานที่ซึ่งพลาดไม่ได้เมื่อมาเชียงคานคือภูพระใหญ่คกงิ้ว บ้านท่าดีหมี อยู่ห่างตัวอำเภอประมาณ 20 กิโลเมตร ระหว่างทางสามารถแวะหาดนางคอย หาดทรายเล็กๆ ของแม่น้ำโขง และจุดชมวิวไทย-ลาว บริเวณโครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์
               พระใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกขานหมายถึงพระนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภัรักษ์ พระพุทธรูปปางลีลาประทานพรความสูง 19 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมายุครบ 72 พรรษา ปี 2542 โดยแล้วเสร็จมีพิธีสมโภชและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเมื่อปี 2544
               ภูพระใหญ่ถือเป็นจุดชมวิวลำน้ำโขงที่ยิ่งใหญ่สวยงามและมีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นจุดแรกซึ่งสายน้ำนานาชาติไหลจากประเทศลาวเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งยังเป็นจุดที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบแม่น้ำโขง โดยหากยืนบริเวณพระใหญ่เราจะเห็นประเทศลาวทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขงเลยทีเดียว
               ตลอดเส้นทางการเดินทางจากภูพระใหญ่จนถึงภูทอก และภูควายเงิน เราจะได้ทำความรู้จักกับเชียงคานในมุมกว้างขึ้น เชียงคานซึ่งเป็นอำเภอใหญ่ มีถึง 8 ตำบล 78 หมู่บ้าน ไม่ใช่เชียงคานที่มีเพียงถนนชายโขง และบ้านเรือนไม้ริมแม่น้ำเหมือนที่เรารู้จักกัน...
 
               เวลาไหลริน
"ใครๆ ก็อยากมีเงินกันทั้งนั้น" ดวงพร เจ้าของร้านของขายของที่ระลึกเล็กๆ แห่งหนึ่งบนถนนชายโขงบอกผมเมื่อเราพูดคุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงคาน
               ดวงพร เป็นคนเชียงคานโดยกำเนิด แต่มีโอกาสไปเรียนที่กรุงเทพ และประกอบอาชีพในเมืองหลวงอันแสนศิวิไลซ์อยู่นานหลายปี ก่อนกลับมาลงหลักปักฐานที่บ้านเกิดอีกครั้งเมื่อพบว่ามีช่องทางหารายได้เลี้ยงชีพ เพราะผู้คนไหลบ่ามาเที่ยวมากขึ้น
               "ที่นี่มันก็เปลี่ยนมาตลอด" เธอว่าต่อ "แต่ก่อนคนริมแม่น้ำที่มีที่ดินเขาก็ขายที่แล้วย้ายไปอยู่ข้างบนกันเยอะ พอตอนนี้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกัน คนที่ยังมีที่มีบ้านเหลืออยู่ริมแม่น้ำก็โชคดีไป"
               "เห็นไหมล่ะ ใครมีบ้านก็เปิดเป็นห้องพักแค่ห้องสองห้องก็ยังดี มันสร้างรายได้ให้เขา นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเยอะๆ ก็ดีนะ ชาวบ้านเขามีช่องทางหารายได้มากขึ้น อย่างเรานี่ถ้าเชียงคานไม่มีคนมาเที่ยว ป่านนี้ก็คงอยู่กรุงเทพ" เธอเล่าต่อ
               ตรงข้ามร้านของดวงพร คือธนาคารกรุงไทย ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นับเป็นธนาคารแห่งแรกของเชียงคาน ซึ่งเธอบอกว่าคุณป้าเจ้าของบ้านให้ธนาคารเช่าโดยคิดค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท เป็นรายได้ที่น่าพอใจดีกว่าเปิดทำบ้านพักซึ่งรายได้ไม่แน่นอนและต้องมาดูแลกิจการเอง
               นอกจากธนาคาร เชียงคานยังมีร้านสะดวกซื้อชื่อดังซึ่งมาเปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อย หลังก่อนหน้านี้เคยมีการร่วมกันรณรงค์ต่อต้านอยู่พักใหญ่จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยตั้งอยู่บริเวณซอย 10 ของถนนศรีเชียงคาน มีการตกแต่งรูปแบบหน้าร้านให้เข้ากับเอกลักษณ์ของเมืองเล็กน้อย
               "ก็เห็นคนเขามีความสุขกันดี ซื้อของกินของใช้ ตอนเปิดแรกๆ นี่คนแห่กันไปแน่นร้านเลย ส่วนเราไปอยู่กรุงเทพมาก่อนเลยไม่รู้สึกอะไร แต่คนที่นี่เขาตื่นเต้นกันเชียว" ดวงพรเล่า
               หากร้านสะดวกซื้อ ธนาคาร ร้านอาหาร เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ จานดาวเทียม กำลังตบเท้าทยอยเข้าสู่เชียงคานมากขึ้นเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเพราะมันสมควรแก่เวลาแล้วที่เชียงคานจะต้องเคลื่อนตัวหมุนไปตามครรลองของกระแสโลก
               และมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงครั้งแรก
               ย้อนดูตามประวัติศาสตร์กว่าจะมาเป็นเมืองดังทุกวันนี้ เชียงคานต้องผ่านการเดินทางอันยาวนาน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี สู่ยุครัตนโกสินทร์ ชาวเชียงคานดั้งเดิมจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานหลายครั้งไปมาระหว่างสองฝั่งแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง ผ่านยุคของการทำศึกสงครามแก่งแย่งดินแดนของไทยกับลาวนับครั้งไม่ถ้วน จนเพิ่งปักหลักครั้งสุดท้ายอยู่ในจุดปัจจุบันพร้อมได้รับชื่อเมืองเชียงคานเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 และเพิ่งฉลองครบ 100 ปี พ.ศ. 2552 เท่านั้น
               ตลอด 100 ปีดังกล่าว เชียงคานก็ก้าวไปตามความเจริญของโลกอยู่เสมอ ที่นี่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญริมน้ำโขง เป็นจุดศูนย์รวมของพ่อค้าแม่ขายทั้งเชื่อสายไทย จีน และลาว ก่อนแทบกลายสภาพเป็นเมืองร้างหลังจากประเทศลาวเปลี่ยนระบอบการปกครองจนมีการปิดพรมแดน ชาวบ้านต่างพากันย้ายจากริมน้ำเข้าไปอยู่บนแผ่นดินทำนาทำสวนมากขึ้นซึ่งเป็นที่มาของความสงบเงียบ ก่อนเชียงคานจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในฐานะเมืองท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน
               "ถ้าวันนึงคนมาเที่ยวเชียงคานเยอะจนไม่มีใครอยากมาเดี๋ยวมันก็คงกลับไปเงียบๆ แบบเดิมอีกครั้ง" ดวงพรเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "แล้วพอมันกลับมาเงียบก็จะมีคนที่ชอบเมืองที่สงบๆ กลับมาเที่ยวใหม่ แล้วพอคนมาเที่ยวเยอะๆ อีกมันก็คงกลับมาพลุกพล่านอีกรอบ เราว่ามันคงเป็นแบบนี้นะ"
               ผมแบกเป้ออกจากห้องพักที่เชียงคานในช่วงเย็นวันจันทร์ บนถนนชายโขงมีนักท่องเที่ยวเดินไปมาน้อยนักชนิดนับได้ครบด้วยนิ้วมือ
               "ทริปนี้เรามากับเพื่อนๆ รวมเก้าชีวิต ดั้นด้นเดินทางมาเชียงคาน เป็นครั้งที่สามแล้วนะ และคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้าย วันนี้เชียงคานเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปมากในระยะเวลาเพียงแค่สองปีเอง" ผมอดนึกถึงข้อความตัดพ้อของคนกลุ่มหนึ่งในสมุดเยี่ยมของที่พักซึ่งผมเข้าพักไม่ได้
               มันอาจเป็นเรื่องจริงอย่างที่สุดที่ภายในห้วงเวลาแค่สองปี เชียงคานแปรเปลี่ยนไปมาก กระนั้นก็น่าเห็นใจเชียงคานไม่น้อยกับการต้องเผชิญกระแสโลกยุคที่เติบโตรวดเร็วมากกว่ายุคใดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ยุคสมัยที่เรามีอุปกรณ์อย่างคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ไอโฟน บีบี จานดาวเทียม ยุคที่มนุษย์เดินทางท่องอวกาศ จนแทบไม่เคยเหลียวหลังหันกลับมามองรากเหง้าของตนเอง
               วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเดินทางมาเยือนพวกเราทุกคนและทุกสรรพสิ่งบนโลกโดยไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง ซึ่งเชียงคานจำเป็นต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้
               ไม่ว่าจะด้วยทางใดก็ทางหนึ่ง... 


เชียงคาน... บนกระแสธารแห่งกาลเวลา
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:43
เข้าชม 682 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/28kiga