ผืนป่าที่ขาแข้ง

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:42 | เข้าชม 363 ครั้ง


 

                                                                              (1)
"โน่น...ตรงที่ใบไม้ไหว น่าจะอยู่กันเป็นโขลง" สมควร เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งบอกผม ขณะเราสองคนกำลังนั่งซุ่มอยู่หลังหมู่ไม้หนาทึบเพื่อเฝ้ามองโขลงช้างป่าที่พบเจอโดยบังเอิญระหว่างการเดินศึกษาธรรมชาติ
               ไม่มีเสียงร้อง ไม่ปรากฏตัว ได้ยินเพียงเสียงกรอบแกรบของใบไม้และเสียงครางครืนยามเหล่าช้างป่ากำลังพยายามผลักดันต้นไม้ที่ขวางทางพวกมัน
               เราแอบซุ่มอีกสักพัก แต่เมื่อไม่สามารถเห็นตัวเนื่องจากทั้งคนทั้งช้างต่างล้วนมีต้นไม้ใบไม้เป็นเกราะกำบังกันและกัน จึงผละออกมากลับสู่เส้นทางเพื่อเดินหน้าต่อ
               ผมกับสมควรกำลังเดินอยู่บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาภักดี ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นับเป็นการเข้ามาเหยียบย่างผืนป่าซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติหนึ่งในสองแห่งของประเทศไทยเป็นครั้งแรก
               ด้วยการเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มิใช่อุทยานแห่งชาติ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าผืนป่าห้วยขาแข้งคือบ้านของสัตว์ป่าเท่านั้น เป็นเขตหวงห้ามหรือป่าปิดซึ่งประชาชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมชมความอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นความคิดที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะด้วยการเป็นห้องเรียนธรรมชาติอันพร้อมสรรพ ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงมีการผ่อนปรนเปิดพื้นที่ห้วยขาแข้งด้านตะวันออกบางจุดซึ่งมีการจัดการที่ดีและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอันเปราะบางให้ผู้คนที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ และความหมายของคำว่าป่าคือชีวิต
               สามจุดผ่อนปรนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมคือบริเวณสำนักงานเขตฯ อำเภอลานสัก หน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์ อำเภอห้วยคต และหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดี อำเภอบ้านไร่ ทั้งหมดในจังหวัดอุทัยธานี
               สำหรับเส้นทางศึกษาธรรชาติเขาภักดีซึ่งสมควรนำทางผมเข้ามานั้นอยู่บริเวณสำนักงานเขตฯ ซึ่งนอกเหนือจากเขาภักดี ยังมีอีกสองเส้นทางศึกษาธรรมชาติคือบ้านของเสือ และเขาหินแดง โดยแต่ละเส้นทางมีความน่าสนใจแตกต่างกัน
               ท้องฟ้ากลางฤดูฝนเป็นสีเทาหม่น หมู่ไม้กลางป่าเต็งรังบริเวณนี้เขียวขจีนับเป็นฤดูกาลแห่งการงอกเงยเติบโตสร้างสรรพชีวิต ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเสียงนกร้อง ก่อนเข้าสู่ทางเดินป่านกสีน้ำเงินสลับขาวหางยาวสวยสดอย่างนกขุนแผนร่อนมาทักทายหลายตัว ขณะที่เดินมายังไม่ทันถึงยี่สิบเมตรนกหัวขวานเขียวสะโพกแดงซึ่งพบเห็นได้เพียงเขตป่าภาคตะวันตกและภาคเหนือของประเทศจำนวนถึงสามตัวก็บินโฉบมาอวดความงาม และนั่นยังไม่รวมถึงเสียงนกอีกมากมายที่ได้ยินก้องป่าแต่ไม่ปรากฏโฉมให้เห็น
               จากจุดซุ่มดูช้างป่า เราเดินกันอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผ่านร่องรอยของโขลงช้าง ทั้งมูลช้าง ต้นไม้หักโค่นระเกะระกะ หรือความเสียหายบริเวณผิวไม้ของต้นไม้ใหญ่ก็มาถึง ณ จุดสูงสุดของเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาภักดีที่มีระยะทางทั้งสิ้นสามกิโลเมตร แม้เขาแห่งนี้จะมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 330 เมตร อย่างไรก็ตามมุมมองจากยอดเขาเผยให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของห้วยขาแข้ง ทะเลต้นไม้สีเขียวทอดยาวแผ่กว้างไกลจนสุดเขาลูกอื่นซึ่งเรียงตัวอยู่ลิบๆ ร่องเงาสีดำที่พาดตัวขวางผืนป่าคือลำน้ำห้วยขาแข้งซึ่งเปรียบเหมือนหัวใจของป่าแห่งนี้
               "ป่าพวกนี้ผมเคยเดินมาหมดแล้ว" สมควร ซึ่งอุทิศชีวิตทำงานในเขตฯ ห้วยขาแข้งมายาวนานกว่า 23 ปี เล่า มือกวาดชี้ไปตามทิวไม้เบื้องหน้า "ป่าที่นี่คร่าชีวิตคนมาแยะ พวกชาวบ้าน พวกหาของป่าตายกันไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ สัปดาห์ก่อนเพิ่งโดนช้างเหยียบไปอีกคน ยังไม่รวมที่เราไม่รู้อีกนะ"
               "มีช้างตัวนึงชื่อไอ้ด้วน เรียกเขาอย่างนั้นเพราะหางมันกุด" สมควรเล่าต่อ "ใครที่เจอเขาไม่มีทางรอด ตายเพราะเขามานับไม่ถ้วน ว่ากันว่ามีคนเห็นเขาไปไกลถึงป่าเมืองกาญจน์โน่น ช้างตัวนี้ร้ายจริงๆ"
               เรื่องเล่าเกี่ยวกับช้างป่าจากสมควรทำให้เสียงกรอบแกรบและร่องรอยของช้างที่ผมได้ยินได้เห็นเวียนกลับเข้ามาอยู่ในโสตประสาทอีกครั้ง แอบคิดเอาว่าหากช้างที่เราเจอเมื่อครู่คือไอ้ด้วนจะเป็นอย่างไร
               พักตากลมเย็นกันพอหายเหนื่อย สมควรพาผมเดินทางต่ออันเป็นเส้นทางลงจากเขาซึ่งจะพาเราไปอีกฝั่งของที่ทำการเขตฯ ขาลงเหนื่อยน้อยกว่าขาขึ้น แต่สร้างความอ่อนแรงให้พลังขาที่ต้องรับน้ำหนักการกระแทกเพราะการเดินลงเขามากกว่า สมควรเดินทิ้งนำหน้าผมไปหลายสิบเมตรก่อนยืนนิ่งอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง รอให้ผมเดินทันเขา
               "ตรงโน้น" เขาชี้นิ้วไปข้างหน้าซึ่งมองอะไรไม่เห็นอื่นอีกนอกจากต้นไม้หนาทึบ "เหมือนมีสัตว์ใหญ่อยู่ แต่ไม่รู้ตัวอะไร"
               คำบอกของสมควรทำให้หัวใจผมเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง นึกในใจว่ามันอาจเป็นช้างโขลงเดียวกับเมื่อขาขึ้นมาเพราะคำนวณระยะทางแล้วพื้นที่แถบนี้ไม่กว้างมากนัก
               เราเดินอีกสักร้อยเมตร เสียงกรอบแกรบโครมครามที่สมควรเคยได้ยินแผ่วเบาดังชัดขึ้นเต็มสองหู
               "ช้างโขลงเดิม" สมควรว่า กวาดสายตาไปตามที่มาของเสียง เขาก้าวเท้าอย่างช้าๆ แผ่วเบาหันเหออกจากทางเดิน ลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ไปทีละน้อยจนหยุดอยู่หลังไผ่กอใหญ่ จากนั้นจึงกวักมือให้ผมตามไปเพื่อดูช้างป่าหากิน
               เขาอาจไม่รู้ว่าหัวใจของผมเต้นตึกตักเพียงใด
               สมควรคาดคะเนว่าช้างโขลงนี้น่าจะเป็นโขลงใหญ่พอดู ใบไม้เบื้องหน้าสั่วไหวจนคราวนี้ผมเห็นถนัดตา กระเพื่อมเป็นพุ่มๆ ไม่ไกลเลย ก่อนที่เงาตะคุ่มดำของยักษ์ใหญ่สี่ขาจะปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกลอดผ่านช่องต้นไม้อันหนาทึบ
               "นั่นไง" สมควรพูดเบาๆ
               ผมพยักหน้าตอบรับ ช้างป่าตัวโตอยู่ห่างจากผมไม่ถึงยี่สิบเมตร แม้จะเห็นเพียงลางๆ ผ่านแมกไม้หนาตา แต่ดูอย่างไรมันก็เป็นช้างไม่ผิดแน่นอน
               "ระยะนี้ปลอดภัยเหรอครับ" ผมถามสมควรเพราะความกังวล ยิ่งคิดถึงเรื่องช้าป่าเหยียบคนตายด้วยแล้ว
               "ไม่มีปัญหา ป่าทึบด้วย สบายมาก" เขาว่า
               อย่างเนิบนาบ ช้างป่าโขลงนี้เดินเผยโฉมผ่านหน้าให้เราเห็นทีละตัวสองตัว นอกจากเป็นโขลงใหญ่แล้วยังมีช้างตัวน้อยซึ่งเพิ่งคลอดไม่นานรวมอยู่ด้วย สมควรนับเท่าที่ตาเห็นได้เจ็ดตัว ก่อนเขาจะหันไปสนใจกับช้างอีกตัวซึ่งอยู่เยื้องไปทางร่องเขาขวามือ
               "ตัวนี้มีงาด้วย เห็นไหมสีขาวๆ"
               "ครับ" ผมตอบ แต่ระหว่างกำลังซุ่มดูเจ้างาขาว เสียงใบไม้กรอบแกรบที่เคยอยู่ข้างหน้ายี่สิบเมตรก็รุกไล่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทางซ้าย ช้างใหญ่ตัวหนึ่งกำลังเดินมาในทิศทางของเรา หัวใจของผมยิ่งเต้นตูมตาม มองหน้าสมควร เขาบอกว่ายังไม่เป็นไร
               ทว่าขณะลุ้นระทึกกับช้างที่คืบเคลื่อนเข้ามาใกล้ จู่ๆ ช้างทั้งโขลงก็หันหลังกลับแล้วเดินหนีไปในทางทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว
               "สงสัยเขาได้กลิ่นเรา" สมควรบอก
               เมื่อช้างไปแล้ว ภารกิจแอบซุ่มก็จบลง เราจึงหวนกลับสู่เส้นทางเดิม แต่ยังไม่กี่สิบเมตร สมควรก็ชะงัก เขาเงี่ยหูฟังเสียงแผ่วเบาให้ชัดเจนแล้วหันมาส่งสัญญาณมือให้ผม
               "ขึ้นไปก่อนๆ พวกเขาเดินมาทางนี้" เขาว่าสีหน้าตกใจเล็กน้อย
               สิ้นเสียงบอก ผมติดฝีเท้ากระโจนขึ้นเขาด้วยหัวใจตึกตัก ไม่รู้ว่าตนเองโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่กับประสบการณ์อันแสนระทึกขวัญ สมควรวิ่งตามผมมาจนกระทั่งเห็นเป็นระยะห่างพอควรจึงบอกให้หยุด เขาให้ผมยืนรอ ส่วนตัวเองเดินไปดูลาดเลา
               เสียงต้นไม้ดังเข้ามาใกล้ขึ้น สมควรหยิบก้อนหินเล็กๆ ขว้างไปยังที่มาของเสียงพร้อมตะโกนไล่มันดังสองสามครั้ง จากนั้นตามด้วยหินอีกก้อนและอีกก้อน ก่อนสุดท้ายโขลงช้างป่าจะพากันถอยหันหลังกลับไปทางอื่น นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจดีแท้ที่เขาไล่ช้างทั้งโขลงด้วยก้อนหินเพียงสามก้อน!
               "ที่จริงช้างพวกนี้เขากลัวคนแค่เห็นคนก็วิ่งหนี ยิ่งเฉพาะโขลงที่มีลูกด้วยยิ่งขี้กลัว เราแค่ทำให้เขารู้ว่าเราอยู่ทางนี้ เขาก็ไม่มากันแล้ว" สมควรอธิบายถึงวิธีการไล่ช้าง
               "แล้วที่ได้ยินข่าวช้างกระทืบคนตายบ่อยๆ ล่ะครับ ไอ้ด้วนนั่นด้วย" ผมถาม
               "ช้างที่อยู่ตัวเดียวหรือสองตัวน่ากลัว พวกนี้อาจตกมันหรือหงุดหงิด ไม่อย่างนั้นก็โชคร้ายไปเจอหน้ากันจังๆ พวกเขาแค่ป้องกันตัว แต่เป็นโขลงแบบนี้ไม่เป็นไร แค่ต้องระวังเส้นทางเดินของเขา เขาคงได้กลิ่นเราก็เลยสงสัยเดินตามกลิ่นมา เราทำให้รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้ เขาก็ตกใจเปลี่ยนทางกันหมด"
               ประสบการณ์ในห้วยขาแข้ง 23 ปี หากไม่เชื่อที่สมควรพูดคงไม่รู้จะเชื่อใครดีอีกแล้ว ระหว่างทางเดินลงเขา เราพบมูลช้างสดๆ ใหม่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าเกิดจากช้างโขลงดังกล่าวซึ่งบังเอิญเดินมาขวางเส้นทางของเรา สมควรชี้ให้ผมดูต้นไม้บริเวณนั้นซึ่งหักโย้เย้ราบเป็นทางยาวลึกเข้าไปเพราะโขลงช้างที่วิ่งหนี
               เส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาภักดี มาบรรจบกับเส้นทางบ้านของเสือบริเวณหอส่องสัตว์ซับยาง ที่นี่กวางตัวหนึ่งกระโดดหนีเผ่นจากบ่อน้ำเข้าป่าเมื่อเห็นเราเดินมา เส้นทางวนไปถึงห้วยทับเสลาซึ่งสามารถแวะพักล้างหน้าล้างตาให้ชื่นใจด้วยน้ำเย็นสดชื่นจากกลางป่า ก่อนจะเลี้ยวสู่สำนักงานเขตฯ ห้วยขาแข้ง 
               นกขุนแผนบินอวดหางยาวสลวยผ่านหน้าผมไปอีกครั้งเมื่อกลับมาอยู่บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ห้วยขาแข้ง ซึ่งเปิดให้เข้าชมและศึกษาหาความรู้ฟรี อันพอสรุปได้ว่าเพียงระยะทางไม่กี่กิโลเมตรจากที่สำนักงานเขตฯ ผมพบสัตว์ป่าและร่องรอยของพวกมันมากมาย อันเป็นการแสดงให้เห็นความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างดี
               อากาศยามบ่ายโมงตรงไม่ร้อนเลยเพราะบนฟ้าเต็มด้วยเมฆสีเทาหม่นหมอง แต่อนาคตของห้วยขาแข้งและสัตว์ป่าที่นี่ดูมีแววสดใสตราบเท่าที่ยังมีคนรู้คนเข้าใจธรรมชาติและผืนป่า หากเราไม่เบียดเบียนป่า ป่าก็จะมอบชีวิตให้แก่เรา...
 
                                                                              (2)
เสียงใบไม้ยอดสูงต้องแรงลมดังวูบวาบ บนหอส่องสัตว์ความสูงราวยี่สิบเมตรเหนือผืนดิน ผมนั่งเงียบรอดูความเคลื่อนไหวของทั้งป่าเบื้องหน้า สายน้ำขุ่นขลั่กสีน้ำตาลแดงในห้วยทับเสลาไหลเอื่อยๆ เลี้ยวพ้นโค้งทางซ้ายไป ฝนจากฟากฟ้าซึ่งร่วงหล่นลงมาเป็นเม็ดเล็กๆ นานหลายสิบนาทีหายไปแล้ว ทว่าฟ้าก็ยังคงสีเทาหม่นเช่นเดิม
               มองนาฬิกาข้อมือ สิบห้านาฬิกา เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วที่ผมนั่งรอคอยอยู่ตรงนี้ บนหอส่องสัตว์นกยูง บริเวณโป่งช้างเผือก ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้วยความช่วยเหลือจากสมควร เพราะตามจริงหอแห่งนี้ยังไม่ได้เปิดให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจเข้ามาใช้งานอย่างเป็นทางการ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่แบบเฉพาะกาลเท่านั้น
               "ยังไม่มีอะไรใช่ไหม" สมควรเดินขึ้นบันไดวนจนมาถึงชั้นบนสุดแล้วเอ่ยถามผม
               "คงต้องรอเย็นๆ อีกหน่อย สองวันก่อนมีวัวแดงลงเป็นสิบตัว" เขาบอกแล้วขอไปทำธุระส่วนตัวปล่อยผมคอยต่อ
               คำบอกเล่าของสมควรช่วยให้ผมยังมีกำลังใจจากการนั่งรอ ไม่ว่าจะนานสักเพียงใดหากลองได้เห็นแม้เพียงนิดเดียวก็นับว่าคุ้มค่า เพราะปัจจุบันวัวแดงถูกจัดให้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ จากสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ทว่ายังสามารถพบเห็นได้ไม่ยากในป่าห้วยขาแข้ง โดยเฉพาะบริเวณห้วยทับเสลา
               นอกจากวัวแดง สัตว์ป่าซึ่งมักลงมาหากินบริเวณหอส่องสัตว์นกยูงที่โป่งช้างเผือกยังมีอีกทั้งกวาง หมูป่า นกยูง หรือบางครั้งอาจมีช้างมาให้เห็นด้วยซ้ำ ซึ่งที่นี่มีเจ้าหน้าที่ประจำคอยบันทึกเวลาและจำนวนการปรากฏตัวของสัตว์ชนิดต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการทำวิจัยต่อไป โดยแผนผังภาพซึ่งติดอยู่บนหอส่องสัตว์แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสัตว์แต่ละชนิดมักปรากฏตัวในบริเวณเดิมของมัน อันหมายถึงพวกมันมีขอบเขตหากินหรือเส้นทางการเดินที่ชัดเจนไม่ลุกล้ำกัน
               เหนือจากสัตว์บนหน้าดิน บริเวณนี้ยังเต็มไปด้วยนกหลากหลายสายพันธุ์ การอยู่บนที่สูงยิ่งทำให้เห็นการเคลื่อนไหวของป่าชัดเจนมากขึ้น
               กระทั่งบ่ายสามโมงครึ่งจึงเริ่มปรากฏสิ่งมีชีวิตตรงอีกฝั่งฝากของห้วยทับเสลา วัวแดงเพศผู้ตัวหนึ่งค่อยๆ เดินโผล่พ้นแมกไม้หนาทึบมาอวดกาย แม้มองจากระยะไกลยังเห็นชัดว่ามันมีความสวยงามบึกบึนด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัดเพียงใด บริเวณปลายขาทั้งสี่ข้างเป็นสีขาวชวนน่าขันเหมือนวัวใส่เสื้อสีน้ำตาลแดงแต่สวมถุงเท้าสีขาว และหลังจากตัวแรกมาปรากฏกายให้เห็น ตัวที่สอง และตัวที่สาม ซึ่งเป็นเพศผู้ทั้งหมดก็ตามออกมา
               พวกมันแทะเล็มหญ้าพร้อมหันมองมาทางผมด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัยเป็นระยะ แต่ไม่ได้ดูตกใจอันใดคงเพราะด้วยระยะห่างนั่นเอง นกกระปูดใหญ่ตัวหนึ่งบินคาบกิ่งไม้โฉบไปโฉบมาระหว่างกอหญ้าเพิ่มชีวิตชีวาให้ภาพเบื้องหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก
               วัวแดงทั้งสามตัวแทะเล็มหญ้าอ้อยอิ่งอยู่เช่นนั้นราวครึ่งชั่วโมงก่อนหายพ้นตาไป อย่างไรก็ตามอีกไม่นานนักพวกมันก็กลับมาให้เห็นอีกครั้งและขยับเข้าใกล้ลำห้วย ซึ่งหมายถึงเข้าใกล้หอส่องสัตว์นกยูงมากขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน
               ราวสี่โมงครึ่ง ขณะที่ผมยังเพลินกับการดูวัวแดง กวางป่าเพศเมียสองตัวก็เผยตัวขึ้นทางด้านขวาของหอ พวกมันแทะกินหญ้าอย่างเพลิดเพลิน ตัวหนึ่งสีน้ำตาลแดงเข้ม ขณะที่อีกตัวสีซีดกว่าเล็กน้อยและมีขนาดเล็กกว่า สักระยะหนึ่งกวางตัวใหญ่ก็เลาะเดินข้ามลำห้วยสู่อีกฝั่งแล้วผลุบซ่อนตัวไปกับหมู่ไม้ ก่อนเข้าป่ามันยังหันมามองผมด้วยสีหน้าสงสัยเสียด้วย ส่วนกวางตัวเล็กกว่ากินหญ้าที่เดิมอีกสักพักแล้วจึงลับกลับเข้าป่าฝั่งที่มันอยู่ โดยไม่ได้ตามเจ้าตัวใหญ่สีน้ำตาลแดงไปแต่อย่างใด
               ผมใช้เวลาที่เหลือเฝ้าดูวัวแดงสามตัวหากินตามธรรมชาติด้วยความรู้สึกอิ่มเอมเปรมใจ กระทั่งพวกมันเริ่มมีท่าทีตระหนก หันมองทางหอนกยูงและปรี่หนีเข้าป่า
               สมควรนั่นเอง เขาเดินขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบอกว่าเห็นหลังวัวแดงหายเข้าป่าไปไวๆ ผมยิ้มและตอบเขาไปว่าเพราะพวกมันตกใจการมาถึงของเขานั่นแหละ ทำเอาเขาต้องขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ซึ่งผมไม่ได้คิดเคืองเขาเลย เพราะหากไม่เพราะความช่วยเหลือจากเขา ผมคงไม่มีโอกาสแม้กระทั่งได้มายืนอยู่ในหอส่องสัตว์แห่งนี้
               "ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาดูหรือใช้งานครับ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่เหมือนกัน" เขาว่า
               เวลาเย็นย่ำพอเหมาะกับการออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้านล่างของหอนกยูง เจ้าหน้าที่ประจำหอบันทึกการปรากฏตัวของสัตว์ต่างๆ จากคำบอกเล่าของผมลงในสมุดบันทึก แล้วจึงโชว์ภาพถ่ายวัวแดงกว่าสามสิบตัวซึ่งลงมาหากินในคราวเดียวกันที่นี่
               "วันนี้ฟ้าอึมครึมสัตว์ไม่ค่อยมาหรอก วันฟ้าใสๆ จะเยอะกว่านี้ แล้วหน้าแล้งถึงจะเป็นช่วงสัตว์เยอะที่สุด บางทีมาพร้อมกันทั้งวัวแดง กวางป่า หมูป่า" สมควรบอก
               "ทำไมเหรอครับ" ผมขอความรู้
               "หน้าฝนป่ามันสมบูรณ์ พวกสัตว์เขาหากินกันในป่าได้ไม่เดือนร้อน ตอนหน้าแล้งป่ามันก็แล้งลง มีริมน้ำนี่แหละที่สมบูรณ์ พวกเขาก็มาหากินกันริมน้ำเสียเยอะ คราวหน้าลองมาหน้าแล้งสิ"
               ผมยิ้ม ลองเขาเชิญชวนขนาดนี้ผมคงไม่พลาดแน่นอน...
 
                                                                              (3)
ปัจจุบันทั้งสามห้องเรียนธรรมชาติของห้วยขาแข้ง อันได้แก่ที่สำนักงานเขตฯ อำเภอลานสัก หน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์ อำเภอห้วยคต และหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดี อำเภอบ้านไร่ เปิดให้ประชาชนผู้ที่สนใจรักการเรียนรู้เข้าเยี่ยมชมทั้งแบบวันเดียวหรือพักค้างแรม โดยมีสถานที่กางเต็นท์และห้องน้ำให้บริการ อย่างไรก็ตามทางเขตฯ ไม่มีเต็นท์ให้เช่า ไม่มีร้านอาหาร ผู้ที่เข้ามาต้องเตรียมมาเองทั้งหมด
               ผู้มาเยี่ยมชมเป็นบุคคลหรือกลุ่มเล็ก สามารถใช้พื้นที่ซึ่งทางเขตฯ จัดเตรียมโดยไม่คิดค่าบริการใดๆ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ใหญ่คนละ 20 บาท เด็กคนละ 10 บาท และรถยนต์คันละ 30 บาท กระนั้นหากเดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่หรือหมู่คณะจำเป็นต้องติดต่อทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเสียก่อน โดยทางเขตฯ มีเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการความรู้ บรรยายวีดีทัศน์ และนำเดินศึกษาธรรมชาติ
               อย่างไรก็ตามผู้มาเยี่ยมชมจำเป็นต้องตระหนักและทำความเข้าใจอย่างยิ่งว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมิใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เนื่องจากป่าเป็นระบบนิเวศซึ่งเปราะบางเสี่ยงต่อการถูกทำลายโดยง่าย จุดประสงค์ของการผ่อนปรนเปิดป่าบางส่วนเนื่องจากกรมฯ เล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเปิดโอกาสให้ประชาชนทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติ ที่นี่จึงเปรียบเป็นห้องเรียนซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาหาความรู้ ไม่ใช่สำหรับการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อความบันเทิงใจ
               สำคัญที่สุดคือทุกคนจำต้องเคารพกฏระเบียบของเขตฯ อย่างเคร่งครัด ใช้พื้นที่ป่าตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่รุกล้ำบริเวณซึ่งเป็นป่าปิดไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้า เพราะนอกจากจะเป็นการทำร้ายธรรมชาติแล้ว ยังเป็นอันตรายแก่บุคคลดังกล่าวเองอีกด้วย
               ผืนป่าห้วยขาแข้งเป็นของคนไทยทุกคน มันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทั้งปกปักรักษาอย่างหวงแหนและเรียนรู้เข้าใจถึงมันอย่างลึกซึ้ง...

 


ผืนป่าที่ขาแข้ง
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:42
เข้าชม 363 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/3ecOQA