เกาะพยาม... สงบเงียบ เรียบง่าย

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:40 | เข้าชม 348 ครั้ง


 

 
ท้องฟ้าเริ่มเผยให้เห็นสีฟ้าเข้มสดใสหลังเรือไม้โดยสารสองชั้นขนาดปานกลางแล่นพ้นปากน้ำมาสักพัก น้ำทะเลสีเขียวเข้มนิ่งสงบแทบไร้ลม นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่สิบนาทีฝนซึ่งโปรยปรายติดต่อกันมานานนับชั่วโมงยังร่วงหล่นไม่ทิ้งเม็ดที่ท่าเรือเทศบาลตำบลปากน้ำจังหวัดระนอง
               ในเวลาราวสองชั่วโมง เรือไม้สีซอมซ่อพาผู้โดยสารกว่ายี่สิบคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผสมด้วยคนท้องถิ่นชาวไทยเพียงไม่กี่รายมาถึงท่าเทียบเรือบนเกาะขนาดใหญ่กลางทะเลอันดามัน พระอุโบสถกลางน้ำหันหน้าเข้าหาฝั่งแผ่นดินใหญ่โดดเด่นอยู่ไกลๆ ที่นี่คือเกาะพยาม หนึ่งในไม่กี่เกาะของจังหวัดระนอง เมืองฝนแปดแดดสี่ ซึ่งไม่เคยมีชื่อเรื่องการท่องเที่ยวมาแต่ไหนแต่ไร
               เกาะพยามเป็นเกาะใหญ่ลำดับที่สองของจังหวัดระนอง ห่างจากท่าเรือปากน้ำกว่า 30 กิโลเมตร หนึ่งในเรื่องเล่าขานต่อกันมาบอกว่าที่มาของชื่อเกาะแห่งนี้เกิดจากเมื่อครั้งอดีตการเดินทางไปมาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
               แวบแรกไม่ว่าใครจะได้เห็นคงรับรู้ได้ทันทีว่าที่นี่ไม่เหมือนสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในภาคใต้ เพราะบนเกาะพยายามไม่มีรถยนต์วิ่ง ถนนทั่วทั้งเกาะมีความกว้างเพียงสามเมตร ทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวล้วนใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะ นั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกาะพยามยังคงความสมบูรณ์จนถึงทุกวันนี้
               "ไม่มีหรอกรถยนต์ ชาวบ้านใช้แต่มอเตอร์ไซค์หรือไม่ก็ขี่จักรยานกัน เขาไม่เอารถยนต์เข้ามาเพราะเดี๋ยวรถยนต์จะทำให้เกาะเปลี่ยนไปหมด ผมเห็นด้วยมาก ไม่มีแหละดีแล้ว แบบนี้แหละคือเกาะพยามของแท้" สรพงษ์ หนุ่มใหญ่วัย 45 ปี เจ้าของร้านเช่ามอเตอร์ไซค์สวัสดีบอก
               สรพงษ์ ไม่ใช่คนเกาะพยามโดยกำเนิด เขาเป็นคนกรุงเทพซึ่งบังเอิญหลงใหลเสน่ห์อันเรียบง่ายและตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ด้วยการเปิดธุรกิจเช่ามอเตอร์ไซค์มาแล้ว 5 ปี ตั้งแต่นั้นเขาไม่เคยกลับไปอยู่กรุงเทพอีกเลย
               "ผมมาเกาะพยามครั้งแรกสักสิบปีก่อน จากนั้นอีกสามปีก็มาใหม่ รักที่นี่อย่างจังเลยตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากกันเลย คิดอยู่นานว่าจะทำอะไร สุดท้ายเอาเงินทุนทั้งหมดมาเปิดร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ เพราะใครจะไปไหนมาไหนที่นี่ก็ต้องใช้มอเตอร์ไซค์กันทั้งนั้น" เขาเล่าต่ออย่างภูมิใจกับเส้นทางชีวิตของตนเอง
               ผมรับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์พร้อมกับน้ำมันเต็มถังจากสรพงษ์ เขาบอกว่าเพียงเท่านี้ก็สามารถเที่ยวเกาะพยามได้ทั่วไม่ต่ำกว่าสามวัน
               หนทางบนเกาะพยามไม่มีอะไรซับซ้อน นอกจากถนนซึ่งวางตัวเกือบเป็นสี่เหลี่ยมบริเวณท่าเรือซึ่งมีเพียงแห่งเดียวบนเกาะแล้ว เส้นทางหลักที่เหลือมีเพียงถนนคอนกรีตเส้นใหญ่ๆ อีกสองสายทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเป้าหมายอยู่ที่อ่าวใหญ่ ถนนสายนี้วางตัวขนานกันไปตลอด เส้นแรกสุดที่อ่าวใหญ่ฝั่งตะวันออก และเส้นที่สองสู่อ่าวใหญ่ตะวันตก มีถนนเล็กๆ อีกสายตัดขวางกันตอนกลาง
               ตลอดเส้นทางสิ่งที่พบคือต้นไม้ สวน และสีเขียวของธรรมชาติ ที่นี่เป็นแหล่งขึ้นชื่อเรื่องสวนกาหยู หรือมะม่วงหิมพานต์ ในคำขวัญประจำจังหวัดระนองท่อนที่ว่า ‘กาหยูหวาน’ ก็หมายถึงที่นี่นั่นเอง ไม่มีวี่แววของความศิวิไลซ์บนเกาะแม้แต่น้อย ทุกอย่างช่างเรียบง่าย ผูกชีวิตติดกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของสรพงษ์
               “ผมรักเกาะพยามเพราะความเงียบสงบของมัน ทุกคนอยากให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้เหมือนเกาะอื่น ใครว่าเกาะพยามไม่สวยผมขอเถียงขาดใจ มันสวยจะตาย แถมสวยแบบที่เกาะอื่นๆ ทำไม่ได้ด้วย...” เขาว่า
                
                รอบเกาะ
เสียงแมลงกลางคืนกรีดปีกยามดวงจันทร์กลมโตฉายแสงเหนือหัว มันเป็นแสงเดียวที่ให้ความสว่างอยู่ในบังกะโลเล็กๆ สุดอ่าวใหญ่ฝั่งตะวันออกซึ่งผมใช้เป็นที่พัก ที่นี่มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่เวลาเพียงหกโมเย็นถึงสี่ทุ่ม ราคาที่พักจึงแสนประหยัดตามสิ่งอำนวยความสะดวก หากที่พักใดบริการไฟฟ้าตลอดวันราคาจะพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว และหากที่ใดมีบริการอินเทอร์เน็ตมันก็จะยิ่งดึงเงินในกระเป๋าของคุณมากขึ้นด้วย ทว่าที่พักแบบนั้นมีจำนวนแค่นับได้ครบด้วยมือข้างเดียว
               นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวต่างชาติคู่หนึ่ง นอนอาบแสงจันทร์อยู่ตรงระเบียงห้องพัก พวกเขานอนอยู่เช่นนั้นปิดตาให้หลับลงท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบ
               เช้ารุ่งขึ้นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากหลังเขา ผมควบเจ้ามอเตอร์ไซค์ตามคำแนะนำของสรพงษ์ไปสำรวจอ่าวต่างๆ “พักอยู่อ่าวใหญ่น้ำทะเลอาจไม่สวยเท่าไหร่ แต่อย่าเพิ่งรีบสรุปไปก่อนว่าน้ำที่นี่ไม่ใส ลองไปให้รอบๆ ดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน” เขาหัวเราะในการคุยกันเมื่อวานนี้
               อ่าวใหญ่ซึ่งเป็นที่พักของผม มีชายหาดยาวและใหญ่สมชื่อด้วยความยาวมากกว่า 3 กิโลเมตร เม็ดทรายที่นี่เป็นสีเท่าหม่นปนกลับโคลนบางๆ ทำให้สีของน้ำทะเลไม่สดใสตามไปด้วย อย่างไรก็ตามข้อดีของทรายเหล่านี้คือมันช่างนุ่มเท้ายามสัมผัส อีกทั้งยังวาดลวดลายเป็นริ้วสวยแปลกตาชนิดที่ทรายสีขาวละเอียดทำไม่ได้
                ถัดจากอ่าวใหญ่ไปทางเหนือคืออ่าวเขาควาย ซึ่งหันหน้าทางตะวันตกเฉียงเหนือ ปลายอ่าวทั้งสองข้างโค้งเข้าหากันเป็นที่มาของชื่อ อ่าวบริเวณนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามช่วงอย่างชัดเจนด้วยโขดหินที่เรียงรายอยู่ตรงกลาง แต่ไม่ว่าจะส่วนไหนของอ่าวน้ำทะเลจะใสแจ๋วเหมาะกับการเล่นน้ำ ยิ่งมองออกไปยิ่งงดงามผืนน้ำไล่สีจากคราม เขียว และฟ้าเป็นชั้นๆ ผืนทรายสีขาวน่านอนกลิ้งเล่น อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของปูก้ามดาบตัวเกือบเท่าฝ่ามือหน้าตาประหลาดจำนวนมาก
               "มาเกาะพยามถ้าไม่ได้รูปปูก้ามดาบกลับไปก็เหมือนมาไม่ถึง" สรพงษ์เคยบอกผมไว้ แถมยังบอกเคล็ดลับในการถ่ายรูปปูขี้ตกใจเหล่านี้ด้วยว่า "ต้องวิ่งไล่ให้มันหนีห่างจากรู พอมันรู้ว่ากลับรูไม่ได้แล้วก็จะอยู่นิ่งเฉยๆ ไม่กระดุกกระดิก เป็นนายแบบให้ถ่ายตามใจชอบเชียว"
               วิธีของสรพงษ์ใช้ได้ผล แต่การวิ่งไล่ปูก้ามดาบที่วิ่งเร็วจี๋ก็ทำเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น โชคดีที่ความน่ารักของมันทำให้คุ้มค่ากับการเหนื่อยหอบ
               อีกภาพหนึ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเกาะพยามและกลายเป็นมุมมหาชนคือกองหินรูปร่างประหลาดกลางอ่าวเขาควาย หินก้อนใหญ่โตเหล่านี้ถูกลมและคลื่นทะเลซัดกัดกร่อนมานานหลายชั่วอายุคนจนเกิดเป็นหินทะลุหลากรูปหลายลีลา แถมยามน้ำขึ้นและน้ำลงเราจะได้เห็นพวกมันคนละบรรยากาศด้วย
               เหนือขึ้นไปจากอ่าวเขาควายและตั้งอยู่ตรงหัวเกาะคืออ่าวกวางปีบ อ่าวเล็กๆ กว้างเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแต่เงียบสงบเพราะมีที่พักบริการเพียงแห่งเดียว อีกทั้งการเดินทางลำบากต้องพารถมอเตอร์ไซค์ฝ่าทางลูกรังขรุขระขึ้นเขาไม่เหมาะกับผู้ที่ขี่ไม่คล่องนัก แต่เมื่อมาถึงทุกคนย่อมต้องพึงพอใจกับความงดงามของน้ำทะเลที่สวยใสไม่แพ้อ่าวเขาควาย
               สำหรับอ่าวแม่หม้ายเป็นที่ตั้งของท่าเรือ ส่วนอ่าวหินขาวใกล้กันคือที่ตั้งของวัดเกาะพยามและพระอุโบสถกลางน้ำ หาดทั้งสองไม่เหมาะกับการพักผ่อนเท่าใดนักเพราะเป็นแหล่งชุมชนที่ใหญ่ ทว่าหากลงใต้เลยมาหน่อยจะพบอ่าวมุก อีกอ่าวที่เป็นเสน่ห์ของเกาะพยาม
               การเดินทางไปอ่าวมุกนับว่าลำบากพอกับการไปอ่าวกวางปีบ แต่ความพยายามจะได้รับผลตอบแทนเป็นความเงียบสงบ ทั้งอ่าวมีที่พักเพียงแห่งเดียว น้ำทะเลใสไม่น้อย ผืนทรายบริเวณนี้ออกสีน้ำตาลแดงไม่เหมือนหาดอื่น ได้ความสวยงามไปอีกแบบ ยามน้ำลงที่สุดจนสันทรายผุดโผล่เราอาจเดินไปยังเกาะขาม เกาะเล็กๆ ที่วางตัวอยู่ตรงหน้าอ่าวได้ทีเดียว
               ขณะที่อ่าวคอกิ่ว เป็นที่ตั้งของลับแลบาร์ บาร์กลางธรรมชาติบนโขดหินริมทะเลซึ่งอยู่ลับแลสมชื่อ การเข้าไปที่อ่าวแห่งนี้จำต้องขับมอเตอร์ไซค์ผ่านเนินเขามากมาย สุดท้ายต้องพารถขึ้นเขาที่เป็นถนนลูกรัง เป็นเส้นทางหลายร้อยเมตรค่อนข้างอันตราย ก่อนจอดรถไว้บนเนินเขาแล้วเดินเท้าต่อลงมาประมาณสองร้อย เมตร ชายหาดคอกิ่วเต็มไปด้วยโขดหิน ไร้นักท่องเที่ยว แต่ไม่ไร้ความงดงาม
               ทุกอ่าวบนเกาะแห่งนี้มีความแตกต่างกัน เหมือนเช่นที่เกาะพยามก็แตกต่างจากเกาะแห่งอื่นๆ...
 
               ดูนก
หนึ่งในสิ่งที่เกาะพยามขึ้นชื่อคือการมีกาหยูหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์รสเลิศ อย่างไรก็ตามหากพูดถึงอีกสัญลักษณ์ของเกาะพยามคงต้องยกให้นกแก๊ก – นกเงือกพันธุ์ที่เล็กที่สุดของประเทศไทย – ซึ่งมีถิ่นฐานอาศัยอยู่ตลอดรอบเกาะจำนวนมาก อันเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่นี่เป็นอย่างดี เพราะนกเงือกจะอาศัยในถิ่นที่เหมาะสมกับพวกมันเท่านั้น
               “นกแก๊กเหรอ มีอยู่ตรงต้นไทรต้นใหญ่ริมหาดน่ะ ตื่นมาเช้าๆ สิ” ดวงพร ผู้ดูแลที่พักของผมบอกเมื่อผมถามเธอว่าจะหาชมนกแก๊กได้ที่ใดบ้าง
               ต้นไทรต้นใหญ่หน้าที่พักของผม มีนกแก๊กอยู่รวมกันสามตัว ตัวผู้สองตัวและตัวเมียหนึ่งตัว แม้มันจะเป็นนกเงือกพันธุ์ที่หาดูได้ง่ายที่สุดในบรรดานกเงือกทุกพันธุ์ของประเทศไทย ทว่าก็ยังนับเป็นเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ดี
               ตลอดทั้งเกาะพยามมีจุดชมเจ้านกหน้าตาโบราณเหล่านี้กระจายกันโดยรอบ ที่อ่าวกวางปีบหากโชคดีผ่านมาได้จังหวะพอเหมาะจะเห็นฝูงนกแก๊กหลายสิบตัวบินออกจากรังส่งเสียงดังระงมบินไปหากินผ่านเหนือหัว เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวัน
               นอกเหนือจากนกแก๊ก เกาะพยามยังมีรายงานการสำรวจพบนกมากกว่า 52 ชนิด อาทิเช่น นกยางต่างๆ เหยี่ยว อีกา นกนางแอ่น นกแซงแซว ไก่ป่า นกกวัก นกกินเปี้ยว นกออก นกเอี้ยง นกดุเหว่า นกขุนทอง นกเปล้า นกกางเขนดง นกกางเขนบ้าน นกเขาไฟ นกตบยุง นกกระแตแต้แว้ด นกเป็ดน้ำ เป็นต้น
               อีกภาพที่น่าประทับใจสำหรับนักดูนกคือภาพเหยี่ยวแดงเหินเวลาลงมาโฉบปลาเหนือผิวทะเล เหยี่ยวแดงเหล่านี้พบได้ไม่ยากบริเวณริมฝั่งตามอ่าวต่างๆ ของเกาะพยาม โดยเฉพาะที่อ่าวใหญ่ เรียกว่าที่นี่คือสวรรค์อีกแห่งของนักดูนกทีเดียว
 
               วิถีที่เรียบง่าย
ตลอดระยะเวลาสี่วันสามคืนของผมในการพยายามรู้จักกับเกาะพยามนับว่ายังน้อยนิดนัก ผมยังคงเป็นเพียงคนแปลกหน้าของมัน และยังไม่ได้เรียนรู้มันในอีกหลายมุมมอง เพิ่งทักทายกันแค่ผิวเผินเท่านั้น
               “ชอบหรือเปล่า จะกลับมาอีกตอนไหน” สรพงษ์ถามเมื่อผมคืนกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ให้เขา ผมยิ้มแล้วบอกเขาไปว่าจะกลับมาแน่นอน แม้ไม่อาจระบุเวลาชัดเจน “มาคราวหน้าต้องอยู่เป็นสัปดาห์เลย แล้วจะรักที่นี่หัวปักหัวปำเหมือนผม” เขาหัวเราะร่า
               เรือโดยสารเที่ยวซึ่งออกจากฝั่งปากน้ำระนองเวลาเก้าโมงเช้ามาถึงท่าเรือเกาะพยาม และจอดรอเพื่อรับคนกลับฝั่งเที่ยวบ่ายสองโมงแล้ว เวลาที่เหลืออีกเล็กน้อยผมเลือกไปไหว้พระและชมพระอุโบสถกลางน้ำที่วัดเกาะพยามอีกครั้ง สองวิถีข้างทางยังดำเนินไปอย่างเรียบง่าย เวลาบนเกาะแต่ละวันไหลเอื่อยเชื่องช้า ปราศจากความรีบร้อน เพราะทุกคนไม่ต้องร้อนรนที่จะขวนขวายอะไร
               เกาะพยามไม่ได้สอนให้เราหลีกหนีจากชีวิตที่วุ่นวายของสังคมเมือง แต่มันสอนให้เราเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเรียบง่ายที่มีโดยจำเป็นไม่ต้องหยิบฉวยอะไรมาเพิ่มเติม แค่รู้จักเพียงพอและรักษาสิ่งที่มีให้คงอยู่ เท่านี้ความสุขก็พร้อมเดินเข้ามาหาโดยที่เราไม่ต้องตามหามัน
               ความสงบเงียบ ความเรียบง่าย และด้วยเปี่ยมธรรมชาติ เช่นนี้เองที่ให้สรพงษ์และใครต่อใครอีกหลายคนที่ไปเยือนรักมัน...


เกาะพยาม... สงบเงียบ เรียบง่าย
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:40
เข้าชม 348 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/DW5HLZ