เรื่องเล่าของชีวิต

โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 13:36 | เข้าชม 222 ครั้ง


 

 
           "ชีวิตคนเราแต่ละคนมีเรื่องเล่าต่างกัน" 
           มันเป็นคำพูดที่ผมใช้เสมอยามไม่สามารถอธิบายให้ใครเข้าใจได้ว่า ทำไมผมถึงลาออกจากงานที่รัก ? ลาออกทั้งที่ในมือกำลังกำจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของความสำเร็จจากการทำงานหนักตลอดระยะเวลาหลายปี
           "พี่อยากให้เอ็งลองคิดดูดีๆ อีกสักครั้ง" กลายเป็นประโยคทัดทานซึ่งผมต้องฟังนับครั้งไม่ถ้วนจากคนนี้คนโน้นคนนั้น
           ทุกครั้งผมทำได้แค่เพียงยิ้มแห้งๆ เอ่ยขอโทษพวกเขา
           "ผมตัดสินใจแล้ว" เพราะหัวใจบอกหนักแน่น พอกันที...
           ชีวิตที่มีเป้าหมาย ชีวิตที่ขวนขวายวิ่งไล่ตามความฝัน ความฝันซึ่งแทบทุกคนที่ร่วมทำงาน ร่วมกินเที่ยว สุขเศร้าผ่านความลำบากด้วยกันมาในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งพวกเราเรียกกันจนคุ้นปากว่า 'โรงพิมพ์' ต่างต้องการมันมาครอบครอง
           บ้างประสบความสำเร็จ บ้างยังคงรอคอย บ้างชะเง้อแหงนมองเหมือนมันอยู่ไกลแสนไกล แต่น้อยนักจะมีใครตัดสินใจเช่นผม โยนโอกาสของตัวเองทิ้งไป
           คนอย่างพวกผม แค่เพียงมองตาก็เข้าใจกัน เข้าใจว่าพวกเราหลงใหลสิ่งที่เรียกว่า 'ฟุตบอล' มากแค่ไหน มันทำให้ทุกคนมาอยู่ร่วมกันในสถานที่แห่งนี้ บริษัทซึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ด้านกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะกับกีฬาที่จำเพาะเจาะจงว่าฟุตบอลต่างประเทศ
           แมนฯ ยูฯ ลิเวอร์พูล ฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ฟุตบอลเอฟเอ คัพ คำเหล่านี้ผ่านวนเวียนกับชีวิตของเรามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายตัวกระเปี๊ยก จากนักเตะรุ่นเก่า สู่นักเตะรุ่นใหม่ รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนเราเองก็เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยจะได้ความสักเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรที่แห่งนี้ยังเป็นที่เดียวซึ่งสามารถตอบสนองความฝันของทุกคน
           ไปเมืองนอก ไปยุโรป ไปดูเกมฟุตบอลที่เราคลั่งไคล้อย่างใกล้ชิด เราเที่ยวบอกใครต่อใครให้อิจฉาว่าอาชีพของพวกเราคือการตระเวนดูฟุตบอลไปทั่วโลกตามใจอยาก
           ผมยังจำได้ถึงสมัยมัธยมนั่งดูฟุตบอลเมืองนอกทางหน้าจอทีวี อ่านหนังสือพิมพ์เล่มนี้ที่ส่งนักข่าวไปประจำการอยู่ที่นั่น แล้วเฝ้าจินตนาการว่าสักวันตัวเองจะไปยืนตรงจุดนั้นบ้าง
           ผ่านเลยปีต่อปี ฝึกฝนภาษาอังกฤษของตนเองให้พอเข้มแข็ง วันที่ได้รับการบรรจุให้เป็น 'นักข่าว' ของบริษัทแห่งนี้ ผมดีใจเป็นล้นพ้นบอกตัวเองว่ากำลังเดินมาถูกทางตามความฝันแล้ว
           ทุกๆ ปีบริษัทจะส่งนักข่าวหนึ่งคนไปประจำการเพื่อ 'ดูบอล' ที่ประเทศอังกฤษ หน้าเก่ากลับมา หน้าใหม่ตามไป วนเวียนเช่นนี้เรื่อยมานับยี่สิบปี และจากที่เคยมีหนึ่ง มีสอง มีสาม ปัจจุบันมีนักข่าวที่อยู่อังกฤษมากถึงสี่คน เพื่อรองรับทั้งงานหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ที่แตกแขนงออกมา
           ไม่เพียงแค่ที่อังกฤษ หลายคนข้ามฝากไปสเปน ไปฝรั่งเศส ไปเยอรมัน เกมการแข่งขันใดๆ ที่ว่าทรงพลังน่าติดตามมากที่สุดในโลก ทุกคนมีสิทธิ์ฉวยคว้ามันทั้งสิ้น หากมีความสามารถในการขวนขวายหาลู่ทางไปถึง
           ผมมีรุ่นพี่ซึ่งสนิทชิดเชื้อคนหนึ่งที่แทบไม่ขาดตกบกพร่องอะไรอีกแล้วในชีวิตการดูฟุตบอล ผ่านการประจำการที่อังกฤษสองปี ผ่านฟุตบอลโลก ผ่านฟุตบอลยูโร ผ่านฟุตบอลโคปา อเมริกา ที่อเมริกาใต้ ผ่านเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยังจะผ่านอะไรเพิ่มเติมเป็นโบนัสจากการทำงานต่อไปในอนาคต มันเป็นการทำฝันที่พวกเราทุกคนส่วนใหญ่ต่างต้องการ
           หลายคนมีรุ่นพี่คนนี้เป็นตัวอย่าง...
           ขวบปีแรก ขวบปีที่สอง ปีต่อปีผ่านไป จวบจนปีที่เจ็ด
           ความพยายาม ความทุ่มเท ทุ่มเท่าที่สมองและฝีมือจะมี ทุกอย่างออกดอกงอกผล ผมกลายเป็นตัววางคนถัดไปที่จะไปประจำการยังอังกฤษ หลังจากผ่านฟุตบอลโลกมาครั้งหนึ่งที่ประเทศแอฟริกาใต้ ฟุตบอลสโมสรโลกอีกครั้งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่น และมีโอกาสเหยียบเมืองผู้ดีระยะเวลาสั้นๆ สองวันอีกครั้งหนึ่ง
           ใครต่อใครบอกว่าประสบการณ์ของผมกำลังดี ฝีมือของผมกำลังเหมาะเจาะที่สุดกับการทำภารกิจครั้งใหญ่
           และผมคือหนึ่งในคนที่สมควรได้ไปอย่างที่สุดโดยไม่มีข้อครหา
           หากนับจากวันนี้ถึงวันขึ้นเครื่อง คำนวณเวลาเพียงหนึ่งปีครึ่ง... หนึ่งปีครึ่งซึ่งความฝันบนหน้าจอทีวีวันนั้นจะกลายเป็นความจริง อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ที่แม้ยิ่งใหญ่แต่ก็เพียงสั้นๆ สี่สิบวันอย่างฟุตบอลโลก
           ... "ผมขอลาออก" ผมตัดสินใจเอ่ยคำนี้เมื่อเดือนก่อน หลังไตร่ตรองกับคำที่จะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาลอยู่นานหลายเดือน อันมาจากปัญหาซึ่งผมสามารถสรุปสั้นๆ เอาเองได้ว่า "ทรรศนะคติไม่ตรงกัน" และแน่นอนมันสร้างความตกใจให้กับทุกคน คำถามต่างๆ รุมเร้าโดยเฉพาะคำว่าทำไม เมื่อคำว่า 'อังกฤษ' รอคอยอยู่ใกล้ตรงหน้า ใกล้จนเรียกว่าผมไล่ล่ามันจนมาหายใจรดต้นคอแล้ว
           ยามลูกจ้างกับนายจ้างคิดไม่ตรงกัน ผู้พ่ายแพ้ย่อมมีฝ่ายเดียว
           ยามลูกจ้างไม่อาจดำเนินตามแนวทางปฏิบัติของนายจ้างได้ ผู้พ่ายแพ้ย่อมมีฝ่ายเดียว
           แต่สองคำตอบ
           หนึ่ง... อดทนทำตาม
           สอง... ออกไปเสียเอง
           หลังใช้ทางเลือกข้อที่หนึ่งมานานจนคร้านจะย้อนความว่าเริ่มมีความรู้สึก 'จำทน' กับงานที่ตนเองรักมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หัวใจผมเริ่มร่ำร้องถึงทางเลือกที่สอง จนความบีบคั้นมากเข้าทุกวัน ความหวาดกลัวว่าจะต้องหยิบมันมาใช้ก็เป็นจริงในที่สุด
           ผมเคยกลัวว่าสักวันหนึ่งจะต้องลาออก ดับความฝันด้วยมือตนเอง และความกลัวนั้นสุดท้ายเป็นจริง
           ไม่ใช่ความผิดของใคร ของเจ้านายเช่นเขา ของลูกจ้างเช่นผม
           เราแค่คิดไม่เหมือนกัน ออกจะเรียกว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ทางตรงกันข้าม ทว่าเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ
           ข้อดีหลายร้อยหลายพันข้อจากรุ่นพี่รุ่นน้อง ได้รับการหยิบยกเข้ามาโน้มน้าว พยายามชี้ให้ผมเห็นถึงประโยชน์ของการอดทนอีกเพียงหนึ่งปีครึ่ง อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นข้อดีที่ผมรับรู้อยู่เต็มอก ซึ่งเมื่อนำมาคิดไตร่ตรองบวกลบคูณหารทั้งหมด ผมรั้นเกินกว่าจะมอบความอดทนให้กับหนึ่งปีครึ่งนั้น
           ความคิดของ 'เรา' ต่างกันเช่นนั้นเชียวหรือ ?
           ใช่... ผมตอบตัวเอง
           ถามถึงเป้าหมายในชีวิต
           เงินทอง ความร่ำรวย ความมั่นคง ครอบครัวที่อบอุ่น ความท้าทาย หรืออะไรกันที่ผมต้องการ
           คำตอบลึกสุดหัวใจของผม... ความศรัทธา
           ความศรัทธาที่มีให้กับตนเองมาตลอด แต่ผมกำลังสูญเสียมันลงทุกทีกับการทำงาน ณ ปัจจุบัน ชีวิตถึงจุดค้างคาเดินสู่ทางตันจำต้องเลือกระหว่างความฝัน กับความศรัทธา
           ผมกัดฟันตัดสินใจเลือกอย่างหลัง...
           "ผมไม่ต้องการหมดศรัทธาในตัวเอง" ผมบอกใครคนหนึ่ง
           ยิ้มเยาะกับชะตากรรม ทุกสิ่งที่พยายามตลอดเกือบครึ่งชีวิตกำลังจบสิ้นลงโดยง่ายดายด้วยน้ำมือตัวเอง...
           ผมสร้างขึ้นและทำลายมันเอง หากจะมีอะไรให้ภูมิใจคือผมเป็นคนทำ ไม่ใช่ใครอื่น
           บนหน้าหนังสือพิมพ์วันนี้ รุ่นพี่คนหนึ่งประสบความสำเร็จตามความฝันของเขา ซึ่งเป็นความฝันเดียวกับที่ผมเคยมี จับเครื่องบินมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ชีวิตเขาปรารถนา วันเดียวกันนี้คือวันที่ผมยื่นใบลาออกกับฝ่ายบุคคลอย่างเป็นทางการ
           อีกสองสัปดาห์ต่อไป การเดินทางบนเส้นทางสายที่ผมผูกพันมาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยมต้นจะจบลง เพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายใหม่ซึ่งเกิดขึ้นจากการเห็นโลกมากขึ้น เติบโตขึ้น และผ่านอะไรหลายต่อหลายอย่างมามากขึ้น มันเหมือนการเริ่มต้นใหม่อีกฉากชีวิต
           ผมคงคิดถึงที่นี่ ผมจะไปคุยเรื่องฟุตบอลกับใครได้สนุกสนานมากกว่านี้อีกเล่า ในเมื่อเคยอยู่ร่วมกลุ่มกับคนที่เสพมันเข้าเส้นมากที่สุดมานานหลายปี ผมคงคิดถึงความสนุกยามเราถกเถียงกันอย่างคนที่เข้าใจมันอย่างลึกซึ้งจริงๆ แต่ผมทนปล่อยให้ 'ศรัทธา' ที่มีต่อตัวเองลดลงอีกต่อไปไม่ได้เช่นเดียวกัน
           "เอ็งมันเป็นจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จ" รุ่นพี่ที่เคารพรักอีกคนหนึ่งเอ่ยปากบอก
           ผมยิ้มรับเช่นเดิม ขอโทษเขา ทำได้เพียงขอให้เขารอดู และอย่างน้อยหากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ในอนาคตผมขอให้เขารับฟัง ฟังเรื่องเล่าที่ผมเลือกขีดเขียนมันด้วยตนเอง
           รุ่นพี่คนนี้สร้างสถิติ 'โรงพิมพ์' ขึ้นมาด้วยการดูบอลที่อังกฤษร้อยยี่สิบนัดต่อหนึ่งปี ผมเคยอยากทุบสถิตินั้น และเขายินดีอย่างยิ่งหากผมจะเป็นคนทำลายมันลง แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว
           จบลงโดยไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย ทว่าผมจะไม่มีวันเสียใจเด็ดขาดกับเรื่องราวของชีวิตที่ผมจะเล่าให้ใครต่อใครได้ฟัง...


เรื่องเล่าของชีวิต
โพสต์เมื่อ วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม 2556
เวลา 13:36
เข้าชม 222 ครั้ง
การอนุญาต สาธารณะ
Short Url http://a.thaimultiply.com/3Kgfxj